
ทั้งนี้ ก็เพราะว่าร้าน No Brand ซึ่งถือเป็น ซูเปอร์มาร์เก็ตสไตล์เกาหลีที่ครบวงจรที่สุดรายแรกของบ้านเรา ที่เข้ามาทำตลาดกับกลุ่มลูกค้าที่นิยมชมชอบ และยังคงอินกับความเป็น K – Trend ซึ่งในบ้านเราเอง ถือว่าตลาดนี้มีมูลค่าค่อนข้างใหญ่ โดยจากข้อมูลกระแสวัฒนธรรมเกาหลี หรือ K-Content ยังคงได้รับความนิยมทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2567 มีมูลค่าตลาดสูงถึง 7.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.7 ล้านล้านบาท)
คาดว่าภายในปี 2573 มูลค่าการใช้จ่ายสินค้าเชิงวัฒนธรรมเกาหลีทั่วโลกจะขยายตัวเกือบเท่าตัวแตะ 1.43 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5.1 ล้านล้านบาท) ซึ่งสะท้อนถึงดีมานด์ของผู้บริโภคทั่วโลกที่เปิดรับสินค้าและประสบการณ์ของเกาหลีมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมกันนี้ข้อมูลจาก UN Comtrade Database ยังสะท้อนว่า สินค้าเกาหลีได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยมีมูลค่าการนำเข้าสินค้าเกาหลีเติบโตเฉลี่ย 8.3% ต่อปี ในช่วงปี 2562–2567
โดยคุณธนวัตร จิรจริยาเวช กรรมการผู้จัดการ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล บอกกับเราว่า ในส่วนของท็อปส์เอง ช่วง 3–5 ปีที่ผ่านมา พบว่ายอดขายสินค้าเกาหลีในท็อปส์มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้า HBC และ Snack ซึ่งเติบโต 9%
ขณะเดียวกัน สินค้า No Brand ที่ได้นำเข้ามาวางจำหน่ายก่อนหน้านี้ในสาขาของท็อปส์กว่า 170 สาขา ก็ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี โดยมียอดขายเติบโต 1.5 เท่าในปี 2568 เมื่อเทียบกับปี 2566 นั่นจึงเป็นเหตุผลสำคัญ ที่ท็อปส์ ตัดสินใจร่วมมือกับ Emart เจ้าของแบรนด์ No Brand ในการนำร้าน No Brand เข้ามาเปิดในไทย โดยวางเป้าหมายไว้ว่า ภายในปี 2571 หรือ 3 ปีต่อจากนี้ จะเปิดร้าน No Brand ในไทยได้ไม่ต่ำกว่า 10 สาขา

ก่อนหน้านั้น ท็อปส์นำ Own Brand ภายใต้แบรนด์ No Brand ของ Emart เชนค้าปลีกสัญชาติเกาหลีเข้ามาทำตลาด ในรูปแบบนำเข้าสินค้าเข้ามาวางขายบนเชลฟ์ในสโตร์ของท็อปส์ ซึ่งเป็นรูปแบบการทำตลาดสินค้า Own Brand ในลักษณะของการ Co - Creation ระหว่างค้าปลีกต่อค้าปลีก เพื่อช่วยเติมเต็มพอร์ตสินค้า Own Brand ให้มีความแข็งแกร่งและครบพอร์ตมากขึ้น
แม้จะถูกมองว่า เมื่อวางขายบนเชลฟ์ในสโตร์ของท็อปส์ดีอยู่แล้ว ทำไมถึงต้องแยกออกมาเป็นร้านค้าปลีกสแตนด์ อะโลน
คำตอบน่าจะอยู่ที่ท็อปส์มองถึงการช่วยเพิ่มแรงส่งให้กับการทำตลาดของ No Brand โดยร้านแบบสแตนด์อะโลนนี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะ Emart เองก็มีการเปิดร้านภายใต้แบรนด์ No Brand มาแล้วที่เกาหลี โดยปัจจุบันร้าน “No Brand” มีสาขามากกว่า 270 แห่งในประเทศเกาหลีใต้ พร้อมทั้งขยายตลาดสู่ต่างประเทศ นอกจากนี้ สินค้า No Brand ยังมีการส่งออกไปยังประเทศต่างๆ มากกว่า 20 ประเทศทั่วโลก ซึ่งสะท้อนศักยภาพของแบรนด์ในการตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ในหลายตลาดทั่วเอเชียและประเทศอื่นๆ ทั่วโลก

“ความร่วมมือกับ Emart ในการเปิดตัว No Brand สแตนด์อโลนแห่งแรกในประเทศไทยครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญที่ตอกย้ำศักยภาพของเซ็นทรัล รีเทล ฟู้ด ในการมุ่งสู่การเป็น World-Class Grocery Destination พร้อมต่อยอดโอกาสจากทั้งเทรนด์ K-Culture
และพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับ ‘ความคุ้มค่าควบคู่คุณภาพ’ ได้อย่างตรงจุด โดยบริษัทฯ วางแผนขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะเปิดสาขาที่ 2 ภายในไตรมาส 3 ของปีนี้”
ส่วนการเลือกเปิดสาขาแรกที่เซ็นทรัล บางนา นั้น นอกจาก จะเป็นการรองรับกับกำลังซื้อของครอบครัวคนรุ่นใหม่ที่มีกำลังซื้อระดับบีอัพ ในย่านนั้นแล้ว ยังมีการวางกลยุทธ์ทำเลใกล้ TOPS FOOD HALL สาขาศูนย์การค้าเซ็นทรัล บางนา หนึ่งใน 5 สาขา ที่มียอดขายสูงสุด เพื่อใช้ประโยชน์จากฐานลูกค้าเดิม และขยายสู่กลุ่มลูกค้าใหม่ พร้อมมุ่งสู่การเป็น Thailand’s Daily K-Flavour Destination
หรือจุดหมายปลายทางอันดับหนึ่งสำหรับสินค้าเกาหลีในกลุ่มผู้บริโภคชาวไทย พร้อมทั้งวางตำแหน่งให้เป็นร้านค้าที่เป็นมิตรต่อผู้บริโภค ด้วยการนำเสนอสินค้าคุณภาพสูงในราคาที่คุ้มค่า ด้วยสินค้าอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวันกว่า 2,200 รายการ ภายใต้โมเดล Value Retail และแนวคิด “คุณภาพดีในราคาที่เข้าถึงได้”






