
ล่าสุด กรมบังคับคดี ร่วมกับ เคทีซี หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) รวมถึง บริษัท กรุงไทยธุรกิจลีสซิ่ง จำกัด (KTBL) และ บริษัท วินเพอร์ฟอร์แมนซ์ จำกัด เปิดเผยผลการจัด มหกรรมไกล่เกลี่ยข้อพิพาทชั้นบังคับคดี ครั้งที่ 44 ในจังหวัดลพบุรีและจังหวัดสงขลา เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2569
งานดังกล่าวมีผู้เข้าร่วมกระบวนการไกล่เกลี่ยรวม 1,283 ราย และมีผู้ตอบรับเงื่อนไขการไกล่เกลี่ย 1,170 ราย หรือ 91.19% ของผู้เข้าร่วมทั้งหมด
ตัวเลขนี้ไม่ได้สะท้อนเพียงความสำเร็จของการจัดงาน แต่ยังชี้ให้เห็นว่า ลูกหนี้จำนวนมากยังต้องการกลับมาแก้ไขปัญหาทางการเงิน เพียงแต่ต้องการเงื่อนไขที่สอดคล้องกับความสามารถในการชำระหนี้และสถานการณ์ชีวิตจริง
หากแยกตามพื้นที่ จังหวัดลพบุรีมีผู้เข้าร่วม 799 ราย และตอบรับเงื่อนไขการไกล่เกลี่ย 736 ราย หรือ 92.12% ขณะที่จังหวัดสงขลามีผู้เข้าร่วม 484 ราย และตอบรับเงื่อนไข 434 ราย หรือ 89.67%
ภาพรวมจึงสะท้อนทิศทางเดียวกันว่า แม้ปัญหาหนี้ของแต่ละคนจะมีความซับซ้อนแตกต่างกัน แต่เมื่อมีข้อมูลที่ถูกต้อง มีคนกลางที่ได้รับความเชื่อถือ และมีพื้นที่ให้ทุกฝ่ายกลับมาพูดคุยกันอย่างเป็นระบบ โอกาสในการหาข้อตกลงร่วมกันยังอยู่ในระดับสูง

นายเฉลิมชัย บัวจันอัด รองอธิบดีกรมบังคับคดี ระบุว่า ปัจจุบันยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่า เมื่อศาลมีคำพิพากษาหรือคดีเข้าสู่ชั้นบังคับคดีแล้ว ลูกหนี้จะไม่สามารถเจรจาหาทางออกได้อีก ทั้งที่ในความเป็นจริง เจ้าหนี้และลูกหนี้ยังสามารถเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยได้
แนวทางที่สามารถนำมาใช้มีตั้งแต่การปรับโครงสร้างหนี้ การขยายระยะเวลาผ่อนชำระ ไปจนถึงการกำหนดเงื่อนไขใหม่ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ของทั้งสองฝ่าย
กรมบังคับคดีจึงให้ความสำคัญกับการไกล่เกลี่ยควบคู่ไปกับการบังคับใช้กฎหมาย เพราะการแก้ปัญหาหนี้อย่างยั่งยืนไม่ได้เกิดจากมาตรการทางกฎหมายเพียงด้านเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งเจ้าหนี้ ลูกหนี้ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
จากประสบการณ์การจัดมหกรรมไกล่เกลี่ยที่ผ่านมา พบว่าโดยเฉลี่ยมากกว่า 90% ของผู้ที่เข้าสู่กระบวนการสามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกันได้
ในมุมของเจ้าหนี้ ตัวเลขการตอบรับเงื่อนไขในระดับสูงยังสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของแนวคิดในการบริหารหนี้ จากเดิมที่มุ่งเน้นการติดตามและเรียกชำระ ไปสู่การสร้างทางเลือกที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริงมากขึ้น

นายพีระพงศ์ พิตรพิบูลพาทิศ ผู้บริหารสูงสุด สายงานสำนักกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เคทีซี มองว่า ลูกหนี้ส่วนใหญ่ไม่ได้ต้องการหลีกเลี่ยงภาระหนี้ แต่กำลังมองหาทางออกที่เหมาะสมกับข้อจำกัดในแต่ละช่วงชีวิต
ดังนั้น บทบาทของเจ้าหนี้จึงไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการติดตามหนี้ แต่ควรมีส่วนในการสร้างโอกาสให้ลูกหนี้กลับเข้าสู่กระบวนการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ
แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับทิศทางของ Debt Resolution ซึ่งให้ความสำคัญกับการหาวิธีแก้ปัญหาที่ช่วยให้ลูกหนี้ยังสามารถรักษาความสามารถในการดำรงชีวิตและกลับมาตั้งหลักทางการเงินได้ ขณะเดียวกันเจ้าหนี้ก็มีโอกาสได้รับชำระหนี้ตามเงื่อนไขที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับร่วมกัน
ในมุมนี้ การไกล่เกลี่ยจึงไม่ได้เป็นเพียงขั้นตอนทางกฎหมาย แต่กำลังมีบทบาทคล้าย “พื้นที่กลาง” ที่ช่วยลดความขัดแย้งและเพิ่มโอกาสให้หนี้ที่มีปัญหากลับเข้าสู่กระบวนการจัดการอย่างเป็นระบบ
อีกองค์ประกอบสำคัญของการแก้ไขปัญหาหนี้คือ “ความรู้”
ภายในมหกรรมไกล่เกลี่ยที่จังหวัดสงขลา มีการจัดกิจกรรมให้ความรู้ด้านกฎหมายเกี่ยวกับการประนอมหนี้และการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท โดยวิทยากรจากกรมบังคับคดีและฝ่าย Litigation ของเคทีซี
เนื้อหามุ่งสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิ หน้าที่ และทางเลือกของลูกหนี้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยมีคณาจารย์และนักศึกษาคณะนิติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยทักษิณและมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์เข้าร่วมรับฟัง
ประเด็นนี้มีความสำคัญ เพราะปัญหาหนี้จำนวนไม่น้อยไม่ได้เกิดจากการขาดความตั้งใจชำระเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับการขาดข้อมูลและไม่เข้าใจว่าตนเองมีทางเลือกอะไรบ้างเมื่อคดีเดินเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย
การเพิ่มความรู้จึงอาจช่วยให้ลูกหนี้เข้าสู่กระบวนการแก้ไขปัญหาได้เร็วขึ้น และลดโอกาสที่ปัญหาจะลุกลามจนสูญเสียความสามารถในการจัดการหนี้ไปมากกว่าเดิม

สำหรับมหกรรมไกล่เกลี่ยข้อพิพาทชั้นบังคับคดีครั้งต่อไป จะจัดขึ้นพร้อมกันใน 2 จังหวัด วันที่ 20 กันยายน 2569 ได้แก่ โรงแรมเจริญธานี จังหวัดขอนแก่น และ โรงแรมดวงตะวัน จังหวัดเชียงใหม่
ผู้สนใจสามารถเข้ารับคำปรึกษาและเจรจาไกล่เกลี่ยหนี้ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย พร้อมลงทะเบียนล่วงหน้าผ่านเว็บไซต์ของเคทีซี และเตรียมเอกสารส่วนบุคคลหรือหนังสือมอบอำนาจตามกรณี
การขยายพื้นที่ไกล่เกลี่ยไปยังภูมิภาคต่างๆ จึงมีความหมายมากกว่าเพียงการเพิ่มจำนวนกิจกรรม แต่เป็นการเพิ่มช่องทางให้ลูกหนี้เข้าถึงกลไกแก้ปัญหาได้สะดวกขึ้น

เมื่อพิจารณาจากอัตราการตอบรับเงื่อนไขที่มากกว่า 9 ใน 10 ของผู้เข้าร่วม การไกล่เกลี่ยกำลังสะท้อนภาพใหม่ของการจัดการหนี้ว่า เมื่อระบบเปิดโอกาสให้เจ้าหนี้และลูกหนี้กลับมาพูดคุยกันบนเงื่อนไขที่เป็นจริง การแก้ปัญหาหนี้ก็ไม่จำเป็นต้องจบลงด้วยการบังคับคดีเพียงทางเดียว
และในระยะยาว แนวทางลักษณะนี้อาจมีบทบาทสำคัญต่อการเปลี่ยนการบริหารหนี้จาก “การเรียกคืนเงิน” ไปสู่ “การฟื้นความสามารถทางการเงิน” ซึ่งไม่เพียงช่วยเจ้าหนี้ลดภาระหนี้เสีย แต่ยังช่วยให้ลูกหนี้มีโอกาสกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจและเดินหน้าชีวิตต่อได้อีกครั้ง





