CEO ROUND-UP
14 May 2020

 

ช่วงนี้พื้นที่ข่าวถูกไวรัสโควิด-19 แย่งพื้นที่ไปหมด โฟกัสของผู้คนนอกจากต้องระแวงกับเชื้อโรคแล้วก็ยังต้องระแวงอีกว่าจะปิดเมือง ปิดประเทศ เคอร์ฟิวกันนานหรือไม่ วิกฤตินี้จะยาวนานแค่ไหน ที่สำคัญ เราจะอยู่รอดกันอย่างไรนั้น มุมมองทางรอดของประเทศไทยจากปูชนียบุคคลของประเทศไทยอย่าง ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการ มูลนิธิชัยพัฒนาและรองประธานกรรมการ บมจ.ปูนซีเมนต์ไทย และ ธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ จึงเป็นประเด็นที่น่าติดตาม

แต่อย่างไรก็ตามท่ามกลางกระแสข่าววิกฤติ COVID-19 ที่เบียดพื้นที่ข่าวความเปลี่ยนแปลงผู้บริหารระดับสูงหรือแม่ทัพในองค์กรใหญ่ๆ ไปนั้น MarketPlus ได้รวบรวมความเปลี่ยนแปลงในแวดวงผู้บริหารระดับสูงขององค์กรใหญ่ในครั้งนี้ที่มีทั้งการเปลี่ยนแปลงตามวาระ, การเปลี่ยนแปลงเนื่องจากเหตุสุดวิสัยฯลฯ ล่าสุดที่ฮือฮาก็ต้องยกให้กับค่ายกสิกรไทยที่ปล่อยให้สองสาวแกร่ง 'กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร' ประธานกรรมการ ธนาคารกสิกรไทย และ 'ขัตติยา อินทรวิชัย' ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย ไลฟ์สดผ่านเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2563 ก่อน บัณฑูร ล่ำซำ จะมาไลฟ์สดแบบเดี่ยวไมโครโฟนในวันต่อมาถึงการอำลาจากตำแหน่งประมุขของกสิกรไทย ตั้งแต่วันที่ 3 เมษายน 2563 เพื่อทำงานบนความท้าทายใหม่ๆ

นอกจากนี้ ก็มีการเปลี่ยนตัวแม่ทัพอย่างค่ายบุญรอดฯ ที่มีการแต่งตั้ง จุตินันท์ ภิรมย์ภักดี ขึ้นเป็น กรรมการผู้จัดการใหญ่และแต่งตั้ง สันติ ภิรมย์ภักดี กรรมการผู้จัดการใหญ่ ขึ้นเป็น ประธานกรรมการบริหาร บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด,ตามด้วยข่าวเซอร์ไพรส์ที่เล่นเอางงเมื่อมีการคอนเฟิร์มว่า ประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต โบกมือลาจาก ‘พฤกษา’ จริง และ อริยะ พนมยงค์ ที่บ๊ายบายกลุ่มช่อง 3 มีผล 20 มิ.ย.นี้ ตามหลัง ประชุม มาลีนนท์ ซีอีโอช่อง 3 ที่เคยชักชวนเขามาร่วมงาน โดยประชุมลาออกจากตำแหน่งกรรมการบริหารเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ด้วยเหตุผลสุขภาพทำให้ต้องจับตามองกันว่า ช่อง 3 จะเป็นอย่างไรต่อไป แต่สำหรับที่ เอปสัน ถือเป็นข่าวที่น่ายินดีสำหรับผู้บริหารไทย เมื่อมีการแต่งตั้ง ยรรยง มุนีมงคลทรลูกหม้อเอปสันขึ้นดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการบริหาร บริษัท เอปสัน (ประเทศไทย) จำกัด และเป็นคนไทยคนแรกที่ขึ้นตำแหน่งนี้

 

ขณะเดียวกัน ปี 2020 นี้ก็ต้องไว้อาลัย อนันต์ กาณจนพาสน์ บิ๊กอสังหาฯ เลือดนักสู้ เจ้าของเมืองทองธานี ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายวิกฤติและมรณกรรมด้วยโรคชรา กับอีกรายคือ พากพูม วัลลิสุต ประธานกรรมการ บริษัท เดอะ ควอนท์ กรุ๊ป จำกัด ซึ่งทำหน้าที่เมคดีลการซื้อกิจการเทสโก้ในประเทศไทยและมาเลเซียให้กลุ่มซีพี อีกทั้งยังเป็นที่ปรึกษาการลงทุนของเครือเจริญโภคภัณฑ์ที่ถึงแก่กรรมจากการติดเชื้อไวรัส COVID-19

 

ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล

‘ไทยผ่านพ้นวิกฤติทุกครั้งได้อย่างไร’

ประเทศไทยเผชิญวิกฤติมาแล้วหลายครั้ง ทั้งวิกฤติเศรษฐกิจ วิกฤติทางการเมือง และล่าสุด วิกฤติ COVID-19 ที่ถือเป็น Sudden Shock จนเกิดวิกฤติลุกลามไปทั่วโลกนั้น กล่าวได้ว่า ประเทศไทยผ่านวิกฤติต่างๆ ได้ด้วยพระบารมีปกเกล้าปกกระหม่อมและแนวทางที่ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรพระราชทานให้กับคนไทยครั้งแล้วครั้งเล่าโดยแท้

ล่าสุด ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการ มูลนิธิชัยพัฒนา รองประธานกรรมการ บมจ. ปูนซิเมนต์ไทย ได้กล่าวถึงการผ่านพ้น ทุกวิกฤติของคนไทยว่า เราผ่านแต่ละครั้งไปได้ด้วยคำเพียงสามคำ 'รู้ - รัก - สามัคคี'

"พระบาสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เคยรับสั่งกับผมครั้งหนึ่งว่ารู้หรือไม่ว่า ทำไมประเทศไทยถึงไม่ล่มจม และอยู่รอดปลอดภัยมาได้ทุกวันนี้ แล้วพระองค์ก็ได้พระราชทานคำตอบมาด้วยพระองค์เองว่า เพราะคนไทยเรายังให้กันอยู่ จริงๆ ก็น่าชื่นใจ เพราะว่าพอประกาศกองทุนขึ้นไปทั้งบริษัท ห้างร้าน องค์กร หรือแม้กระทั่งเด็กเล็กๆ ไปประชุมกันด้วยว่าจะเรี่ยไรที่ไหนดี แล้วสรุปว่ามาเลยที่มูลนิธิชัยพัฒนาเป็นต้น

 

เราก็พยายามให้ความปลอดภัยกับบุคลากรทางด้านสาธารณสุขอย่างมากที่สุด

ขณะเดียวกัน เราเองก็มีนโยบายและสนับสนุนความคิด นวัตกรรมของคนไทยเราด้วย แล้วก็ทำการแจกไปตามกลุ่มโรงพยาบาลต่างๆ ที่ต้องการ

            ประชาชนคนไทยมีจุดเด่นอยู่อย่าง คือ เราให้กัน

            จิตสำนึกอันนี้เป็นคุณสมบัติของคนไทย

            เพียงแต่ขอให้เราสามัคคีกัน.

            'รู้ - รัก - สามัคคี'

            'รู้' ว่าอะไรเป็นอะไร รู้ว่าเหตุเป็นอะไร รู้ว่าวิธีการแก้ไขจะต้องทำตรงไหน

            รู้เสร็จแล้วต้องมี 'ความรัก' ด้วย เพราะถ้าไม่มีความรัก เราก็ไม่มีความรับผิดชอบ

            และพร้อมเพรียงกันอย่าง 'สามัคคี'

            ถ้ามีสามคำอยู่ในใจแล้วปฏิบัติ เท่าไรๆ เราก็ชนะ”

            รู้ - รัก - สามัคคี

            'รู้' ว่า เหตุและวิธีการแก้ไข

            'รัก' นำไปสู่ ‘การปฏิบัติ’

            และพร้อมเพรียงกันอย่าง ‘สามัคคี'

 

เจ้าสัวธนินท์’ ส่ง จม. เสนอ ‘ลุงตู่’ 

เสนอ 5 ยุทธศาสตร์เดินหน้าประเทศไทย

ธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ และ มหาเศรษฐีอันดับ 1 ของประเทศไทยและอันดับ 75 ของโลก จากการจัดอันดับของ นิตยสารฟอร์บ ปี 2020 ส่งจดหมายตอบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ถึงข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์โดยสรุป ที่น่าสนใจ ดังนี้

รัฐบาลควรใช้โอกาสนี้ สนับสนุน เร่งกระตุ้นภาคเอกชนให้ปรับปรุงการดำเนินธุรกิจให้มีประสิทธิภาพ สามารถแข่งขันได้ ภายใต้ ‘สภาวะปกติใหม่’ (The New Normal) ที่จะมีรูปแบบความต้องการสินค้าและบริการและการตอบสนองเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วหลังปัญหาโควิด-19 ยุติลง  การระบาดของไวรัสโควิด-19 ไม่เพียงทำให้การดำรงชีวิตของผู้คนเปลี่ยนไป แต่จะเปลี่ยนภาพเศรษฐกิจและธุรกิจในเกือบทุกด้านรวมถึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ส่งผ่านไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัลที่รวดเร็วขึ้น

ภาครัฐควรเปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาสด้วยการขับเคลื่อนประเทศไทยเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งประกอบด้วย 5 ยุทธศาสตร์ ได้แก่

  • ยุทธศาสตร์ที่ 1: ควบคุม ป้องกันและรักษา โดยการจัดทำฐานข้อมูลดิจิทัล ของประชากรทุกคน และทุกนิติบุคคลในประเทศ เพื่อให้การบริหารเหตุการณ์ มีข้อมูลในทุกมิติ อาทิ  สุขภาพ การเงิน การหาความรู้ การจ้างงาน ภายใต้การดูแลเรื่องความปลอดภัยข้อมูลและมีข้อมูลสนับสนุนความช่วยเหลือครอบคลุมคนไทยทุกกลุ่ม ภายใต้ความปลอดภัยข้อมูลและการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ตลอดจนการจัดทำระบบแสดงผลตามพื้นที่ Heat Map และระบบการบริจาคเงินและสิ่งของช่วยเหลือที่โปร่งใส Digital Donation Platform เพื่อเป็นศูนย์กลางการบริจาคสนับสนุนทางการแพทย์และสาธารณสุขรวมทั้งมีการรวบรวมความต้องการการช่วยเหลือของโรงพยาบาลต่างๆ ไว้ในที่เดียว
  • ยุทธศาสตร์ที่ 2 : ความต่อเนื่องของธุรกิจ รัฐบาลควรเร่งปลดล็อคอุปสรรคในการทำธุรกิจ เพื่อให้เกิดความรวดเร็ว ต่อเนื่อง อาทิ การแก้กฎหมายเพื่อรองรับ การจัดรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (e-Gov), Digital ID  ที่จะเชื่อมต่อการยืนยันตัวตนจากทุกภาคส่วนเข้ามาไว้ด้วยกัน, ระบบยืนยันตัวตนออนไลน์ (Online KYC), การลงนามอิเลคโทรนิกส์ (e-Signature), การทำสัญญาออนไลน์ (Smart Contract) เพื่อทดแทนการใช้กระดาษ และควรใช้วิกฤตนี้ให้เป็นโอกาสทำให้เกิดขึ้นได้ รวมทั้งการใช้ระบบสื่อสารและโซลูชั่นที่รองรับการทำงานได้จากทุกที่ The New Normal ของการทำธุรกิจและการกลับมาเปิดตัวใหม่อีกครั้งของธุรกิจต่างๆ
  • ยุทธศาสตร์ที่ 3 : การจ้างงานและพัฒนาคน รัฐบาลควรใช้โอกาสนี้เป็นการเตรียมคนเพื่ออนาคต หากรัฐบาลส่งเสริมการจ้างงานชั่วคราวให้กับนักศึกษาจบใหม่ที่ไม่มีงานทำในระยะนี้มาเป็นส่วนเสริมในการเปลี่ยนแปลงประเทศสู่เศรษฐกิจดิจิทัล เช่น การสร้างผู้ช่วยด้านดิจิทัลให้กับผู้อำนวยการโรงเรียนทั่วประเทศ  หรือนำเด็กจบใหม่ที่มีความสามารถด้าน ICT ไปช่วยพัฒนาการศึกษาออนไลน์ ยุทธศาสตร์นี้เน้นการสร้างความรู้ทางดิจิทัล และสมรรถนะทางเทคโนโลยีให้กับประชากรผ่านโครงการ Future Skilling เพื่อยกระดับทักษะของคนไทยทั้งประเทศ ในกลุ่มคนว่างงาน หากภาครัฐให้เงินสนับสนุนเพื่อการเรียนรู้งานแห่งอนาคต รวมทั้งการจัดทำแพลตฟอร์มในการหางาน และบริษัทที่ต้องการจ้างงานที่ใช้ Skill ใหม่ และเสนอให้รัฐสนับสนุนค่าใช้จ่ายอย่างน้อย 80% เพื่อรักษาสถานภาพพนักงานที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักพร้อมกับ Re-Skill พนักงาน โดยไม่ปลดออก แต่ต้องสร้างทักษะใหม่ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น 
  • ยุทธศาสตร์ที่ 4 : ความมั่นใจในตลาดทุน รัฐต้องสร้างความเชื่อมั่นในตลาดทุน ตลาดการค้า และการลงทุน เพิ่มสภาพคล่องให้แก่ธุรกิจ ให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการอย่างทั่วถึง อาทิ เช่น สตาร์ทอัพ ธุรกิจ SMEที่อาจขาดสภาพคล่องในการระดมทุน มีการจัดตั้งและกระตุ้นกองทุนต่างๆให้อัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบอย่างรวดเร็ว เพื่อสนับสนุนรายได้ที่ขาดช่วง การขาดกระแสเงินสด และการรักษาพนักงาน ทั้งนี้ เนื่องจากในภาวะวิกฤติเช่นปัจจุบันการระดมทุนเต็มไปด้วยความยากลำบาก โดยเฉพาะกลุ่มสตาร์ทอัพที่ดี และมีอนาคต แต่ประสบปัญหาการขาดกระแสเงินสดเป็นต้น
  • ยุทธศาสตร์ที่ 5 : เศรษฐกิจใหม่ หรือ Economic Reform นอกจากการวางแผนระยะสั้น ควรลงทุนเพื่ออนาคต เตรียมรองรับเศรษฐกิจใหม่ที่จะเกิดขึ้นหลังวิกฤติ ได้แก่ เกษตรกรอัจฉริยะ และ การทำ e-Commerce  รวมถึงการวางแผนพื้นที่การเพาะปลูก การพัฒนาระบบชลประทานให้พื้นที่การเกษตรเข้าถึงน้ำ 100% การป้องกันน้ำท่วม นอกจากนี้ยังมีเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ที่จะดึงดูดบุคลากร ผู้มีความรู้ และนักลงทุนชั้นนำจากทั่วโลก การออกแบบเมืองที่มีความปลอดภัย ปลอดเชื้อ การป้องกันด้านสาธารณสุข (Preventive Healthcare) การท่องเที่ยวแนวใหม่ที่เน้นสุขภาพ จนถึงการพัฒนาอุตสาหกรรมด้านเทคโนโลยีและดิจิทัล เป็นต้น

 

'ประเสริฐ' โบกมือลา ‘พฤกษา'

ข่าว ประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต โบกมือลาจาก 'พฤกษา' ที่ Prop2morrow.com นำเสนอเป็นสกู๊ปพิเศษเพียงสำนักเดียวนั้นสร้างความงงงันว่าเกิดอะไรขึ้นกับชายผู้นี้ที่ก่อนอำลาตำแหน่ง เขาก็เป็นผู้ที่มีส่วนปลุกปั้นให้พฤกษายิ่งใหญ่และก้าวขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งของวงการอสังหาฯ ล้มแชมป์แลนด์แอนด์เฮ้าส์และค่ายอื่นๆ

15 ปีที่เขาอยู่กับองค์กรแห่งนี้นับแต่ปี 2548 ที่อำลาจาก บมจ.ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ เพื่อมารับตำแหน่งกรรมการ/ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการสายงานการตลาดและพัฒนาธุรกิจที่พฤกษา ประสบการณ์ในธุรกิจอสังหาฯกว่า 27 ปีและการมองขาดของประเสริฐทำให้เขาได้รับการยอมรับจากวงการอย่างไม่ต้องสงสัย

 

Prop2morrow.com กล่าว ณ วันที่ข่าวนี้ยังไม่คอนเฟิร์มว่า การออกจาก ‘พฤกษา’ ของ  ‘คุณเล็ก-ประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต’ แม้จะยังไม่ได้ยินหรือมีการชี้แจงแถลงไขว่ามีเหตุอันใดที่ต้องออก ตามที่กระแสข่าวเกี่ยวกับ ‘ที่ดินแปลงงามย่านทองหล่อ’ ก็ตาม แต่ที่แน่ๆ ‘คุณเล็ก-ประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต’ น่าจะยุติบทบาทผู้บริหารค่าย ‘พฤกษา’ในสิ้นเดือนมีนาคม 2563 หรือพูดตรงๆ นับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2563 เป็นต้นไปนั่นเอง ซึ่งเป็นวันเดียวกันที่โครงสร้างใหม่ล่าสุดของ ‘พฤกษา’ มีผล ดังนี้

 

1) เปลี่ยนชื่อ Pruksa Real Estate-Value (PSV) เป็น Pruksa Real Estate-SDA & Condo (PSSC)

2) โอนย้ายกลุ่มงาน MDPHR Premium High Rise ไปสังกัด Pruksa Real Estate-SDA & Condo (PSSC) โดยรายงานตรงต่อ นายปิยะ ประยงค์ ตำแหน่ง CEO- Pruksa Real Estate-SDA & Condo (PSSC)

3) โอนย้ายสายงาน LAQ Land Acquisition ไปสังกัด Pruksa Real Estate-Townhouse โดยรายงานตรงต่อ นายธีรเดช เกิดสำอางค์ตำแหน่ง CEO- Pruksa Real Estate-Townhouse

4) โอนย้ายสายงาน LAP Land Application ไปสังกัด Pruksa Real Estate-Townhouse โดยรายงานตรงต่อ นายธีรเดช เกิดสำอางค์ตำแหน่ง CEO- Pruksa Real Estate-Townhouse

 

อย่างไรก็ตาม ต่อมา สุพัตรา เป้าเปี่ยมทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่ม บมจ.พฤกษา โฮลดิ้ง ก็ได้ยืนยันถึงการลาออกของ  ประเสริฐ ว่าเป็นความจริง ด้วยเหตุผลส่วนตัว โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 เมษายนนี้เป็นต้นไป

 

เคแบงก์ในมือสองหญิงแกร่ง

การวางหมากเพื่อวางตัวผู้บริหารระดับสูงของธนาคารกสิกรไทย ตามที่ บัณฑูร ล่ำซำ กล่าวว่า ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน หากแต่ได้วางหมากไว้เป็นเวลานานและเป็นไปตามเป้าหมายทุกประการ จนบัณฑูรออกปากว่า การอำลาจากตำแหน่งครั้งนี้เขาไม่ได้มีห่วงหรือกังวลแต่ประการใด

สำหรับ กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร การเข้ารับตำแหน่งประธานกรรมการ ธนาคารกสิกรไทย ไม่ใช่เป็นเรื่องใหม่ของเธอ แม้สังคมทั่วไปจะรู้จักเธอในฐานะอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา แต่สำหรับงานแบงก์แล้วเธอเคยเข้ามาเป็นกรรมการอิสระ ในปี 2554 ก่อนที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เมื่อพ้นจากตำแหน่งได้กลับมาร่วมงานกับธนาคารกสิกรไทยอีกครั้งเดือนเมษายน 2561ในฐานะของรองประธานกรรมการและประธานกรรมการอิสระ ก่อนmจะก้าวขึ้นมารับตำแหน่งประธานกรรมการ

ขณะที่ ขัตติยา ถือเป็นลูกหม้อที่ได้รับความไว้วางใจให้ขึ้นเป็นซีอีโอ ซึ่งแน่นอนว่า ไม่ใช่เรื่องโชคช่วย แต่ด้วยความสามารถหลายๆ ด้านของเธอทั้งงานบริหารและสายงานการเงิน สินเชื่อ ยุทธศาสตร์องค์กรการตลาด เทคโนโลยีทรัพยากรบุคคล ซึ่งผ่านภาวะวิกฤติมาแล้วหลายระลอก นับแต่ยุค Re-Engineering ของธนาคารกสิกรไทยในปี 2553, วิกฤติการเงินปี 2540 และ K-Transformation ปี 2550

ในฐานะประธานกรรมการ กอบกาญจน์ชี้ให้เห็นถึงบทบาทของคณะกรรมการว่า มีหน้าที่กำหนดนโยบาย และกำกับดูแล เพื่อให้ธนาคารดำเนินการให้สอดคล้องกับการกำกับดูแลกิจการที่ดีและบริหารความเสี่ยงให้พอเหมาะ นอกจากนี้ ยังมีหน้าที่ให้ข้อคิดเห็นกับแผนปฏิบัติที่เสนอมา, เสนอกลยุทธ์ติดตามดูแลผลงาน และการปฏิบัติการของธนาคารให้เป็นไปตามแผนที่ได้กำหนดไว้ให้มีประสิทธิภาพ ดูแลให้การดำเนินธุรกิจต่อเนื่องในระยะยาว และที่สำคัญ ต้องดูแลแผนพัฒนาพนักงานและแผนสืบทอดตำแหน่งของผู้บริหาร (succession plan) ด้วย แต่ทั้งนี้ ระหว่างการทำงานของคณะกรรมการกับฝ่ายจัดการ แม้จะต้องทำงานร่วมกัน แต่ก็ต้องมีอิสระต่อกัน

กสิกรไทยในยุคนี้ถือเป็นยุคที่สตรีเข้ามาเป็นผู้บริหารระดับสูงมากที่สุด ในอุตสาหกรรมแบงก์ไทยตอนนี้ โดยในบอร์ดของธนาคาร มีผู้หญิง 7 คน จาก 17 คน หรือ 41% และยุคนี้เป็นยุคของความเป็นมืออาชีพ เนื่องจากกสิกรไทยมีกรรมการอิสระถึง 9 คน มากกว่าครึ่งหนึ่งของคณะกรรมการ

ความสามารถของกอบกาญจน์นั้นไม่เป็นที่กังขา เพราะผ่านงานอย่างมากทั้งในธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างโตชิบา งานภาครัฐในฐานะรมว.กระทรวงท่องเที่ยวฯ และงานสายแบงก์ที่เธออยู่กับธนาคารกสิกรไทยมานาน หลักการทำงานที่สำคัญที่เธอถือปฏิบัติมานาน เกือบ 40 ปี คือ 1) สร้างคน สร้างแรงบันดาลใจเพื่อให้กล้าคิดนอกกรอบกล้าทำ 2) ทำให้คนเก่งทำงานด้วยกันได้ โดยต้องมีใจและเป้าหมายเดียวกัน เพื่อขับเคลื่อนองค์กรไปตามเป้าหมาย 3) ในฐานะผู้นำเราต้องเข้มแข็ง ต้องมีสติ ต้องมีวินัย มีความนึกคิดในการตัดสินใจตั้งมั่นในการทำงานบนความถูกต้อง ความเสมอภาค ทำให้เราเติบโตได้อย่างมั่นคงต่อไป

"เราต้องเก่งคน  ‘การเก่งคน’ เป็นสิ่งที่ยากที่สุด ทรัพยากรคนมีคุณค่ามากกว่าเงินที่เรามี มากกว่าเทคโนโลยี มากกว่าเครื่องจักรที่เรามี ทำอย่างไรที่เราจะสามารถครองใจคนของเรา เพื่อที่ให้เขาทุ่มเทชีวิตของเขาทำงานไปกับเราเพื่อไปให้ถึงจุดหมาย"

 

ขณะที่ ขัตติยา ซีอีโอคนใหม่มีฐานความเชื่อว่า สิ่งที่ได้มาวันนี้ไม่ได้มาจากโชคช่วย หากแต่จะได้มาต่อเมื่อตนเป็นที่พึ่งของตนและฉายแววให้ได้ เพราะ "ทุกอย่างเราต้องมีการเตรียมพร้อม เราต้องเสริมสร้างพัฒนาตนเองอยู่เสมอ เมื่อมีโอกาสเข้ามา เมื่อผสมผสานกับความพร้อมของเราบวกกับโอกาสก็จะสามารถสร้างสิ่งใหม่ๆ ดีๆ ได้" โดยเฉพาะหลักการ Learn - Unlearn - Relearn นั่นคือการเรียนรู้ ลืมสิ่งที่เรียนรู้และเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เนื่องจากการเรียนรู้อยู่เสมอนั้นจะช่วยพัฒนาทักษะใหม่ๆ ซึ่งเธอเองก็ยังเรียนเกี่ยวกับ design thinking ผ่านระบบออนไลน์ และเรียนภาษาจีน เพื่อรองรับการเป็นธนาคารในภูมิภาค

สำหรับทิศทางการดำเนินธุรกิจของธนาคารช่วงวิกฤติโควิด-19 นี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะติดลบ 5% หากสามารถควบคุมการระบาดของโควิด-19 ได้ภายในไตรมาส 2 แต่ยังมีปัจจัยที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจคือ การลงทุนภาครัฐที่จะขยายตัว 3% แต่รัฐต้องเร่งผลักดันการลงทุนออกมาในปีนี้ ส่วนการลงทุนภาคเอกชนบอบช้ำพอสมควรน่าจะติดลบ 5% เนื่องจากโควิด-19 ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการท่องเที่ยว การส่งออก และการบริโภค อย่างมีนัยสำคัญ

"เราต้องเชื่อมั่นในประเทศไทย เชื่อมั่นรัฐบาล เชื่อมั่นสาธารณสุขไทย เราทุกคนต้องร่วมกันรับผิดชอบ ปฏิบัติตนอย่างเคร่งครัดในกติกาที่รัฐบาล ราชการออกมา และองค์กรที่เราสังกัดอยู่ เพื่อให้สถานการณ์จบโดยเร็ว

ขณะเดียวกันธนาคารกสิกรไทยจะเร่งช่วยเหลือลูกค้า พร้อมทั้งมาตรการหนุนทางเศรษฐกิจของภาครัฐ เพื่อลดทอนผลกระทบทางธุรกิจภายในประเทศในฐานะประธานกรรมการได้ประเมินฝ่ายบริหารพื้นฐานศักยภาพของธนาคารแล้ว ยังมั่นใจว่าเรายังคงแข็งแกร่ง และมั่นใจว่า เราจะยังคงความแข็งแกร่งและยังเชื่อมั่นฝ่ายจัดการว่า จะบริหารจัดการให้ก้าวพ้นโจทย์วิกฤติโควิด-19 ไปพร้อมๆ กับการสร้างความแข็งแกร่ง เพื่อรองรับการดิสรัปชั่นและความท้าทายที่จะเกิดขึ้นอนาคตได้”

ขณะที่ขัตติยากล่าวว่า เป้าหมายของกสิกรไทยยังคงเดิม นั่นคือ Empower Every Customer’s Life and Business เพิ่มอำนาจให้กับทุกชีวิตและธุรกิจของลูกค้า ซึ่งธนาคารได้ประกาศ 8 เส้นทางสู่การยกระดับองค์กร หรือ 8 Transformation Journeys ไว้ก่อนหน้านี้โดยร่วมกันจัดทำกับทีมผู้บริหารหลังจากวิกฤตินี้ แต่จะทำให้สำเร็จให้เร็วขึ้น ด้วยอัตราเร่งที่เติบโตได้มากขึ้น ทำด้วยต้นทุนที่ถูกลงอย่างมากเพื่อให้ทุกคนเข้าถึงบริการของธนาคาร โดยแบ่งทีมงานเป็นสองทีม เพื่อจัดการกับโจทย์ในปัจจุบัน ขณะที่อีกทีมจัดการกับโจทย์ในอนาคตเพื่อให้พร้อมวิ่งได้ทันทีหลังพ้นวิกฤติ

 

‘บุญรอด’ เปลี่ยนแม่ทัพเป็น ‘จุตินันท์’

ระหว่างที่ข่าวโควิดกลบพื้นที่ข่าวจนสิ้นในช่วงปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัดโดยมี วุฒา ภิรมย์ภักดี ประธานกรรมการ ในฐานะประธานในที่ประชุม มีมติแต่งตั้งผู้บริหารระดับสูง 2 ตำแหน่ง ได้แก่ จุตินันท์ ภิรมย์ภักดี กรรมการรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ขึ้นเป็น กรรมการผู้จัดการใหญ่ และสันติ ภิรมย์ภักดี กรรมการผู้จัดการใหญ่ ขึ้นเป็น ประธานกรรมการบริหารบริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด

การเปลี่ยนแม่ทัพในเจเนอเรชั่นที่ 3 ของตระกูลครั้งนี้ย่อมเป็นที่จับตา ในเมื่อมีการเปลี่ยน สันติ ที่นั่งตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการใหญ่มาตั้งแต่ปี 2542 และเป็นบุตรชายของ ประจวบ ภิรมย์ภักดี มาเป็นจุตินันท์ บุตรชายของ จำนงค์ - คุณหญิง สุภัจฉรี ภิรมย์ภักดี ที่สำคัญ สันตินั้นเป็นบิดาของ ภูริต ภิรมย์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ ปิติ ภิรมย์ภักดี กรรมการบริหาร บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด

ทั้งนี้ กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 27 มีนาคม 2563 ตั้งข้อสังเกตว่า "การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวในเชิงการบริหารงานถือว่ามีความสำคัญมาก เพราะนี่คือเปลี่ยน 'แม่ทัพ' คนสำคัญขององค์กร เพื่อทำหน้าที่ขับเคลื่อนองค์กรเก่าแก่กว่า 8 ทศวรรษ (87ปี) มีรายได้ 'แสนล้านบาท' และเดินธุรกิจ 'เบียร์' เป็นพระเอกทำเงินให้สูงสุด แต่ปัจจุบันได้ขยายอาณาจักรสู่ธุรกิจใหม่ๆ สร้างการเติบโต ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจนอน-แอลกอฮอล์(อาหาร ขนมขบเคี้ยว น้ำดื่ม โซดา ฯลฯ) อสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจบรรจุภัณฑ์ เป็นต้น"

อย่างไรก็ตาม เมื่ออ้างอิงจากรายงานของ กรุงเทพธุรกิจ ที่สอบถามแหล่งข่าวในบริษัทบุญรอดฯ ที่ระบุว่า"การเปลี่ยนแปลงตำแหน่งดังกล่าวไม่มีนัยมากนัก เพราะผู้บริหารทุกท่านยังคงทำงานปกติในหน้าที่เดิม แต่ที่เพิ่มมาคือ ตำแหน่งใหม่ โดย 'สันติ' จะขึ้นไปดูแลนโยบายภาพรวมธุรกิจขององค์กรทั้งหมด คุณวุฒายังคงทำงานและนั่งอยู่ในบอร์ดบริหารบริษัทต่างๆ ส่วนคุณสันติก็ทำงานเช่นเดิม นับตั้งแต่พาองค์กรฝ่าวิกฤติต่างๆ จนสร้างการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ด้านคุณจุตินันท์ยังรับผิดชอบดูแลธุรกิจอสังหาริมทรัพย์"

อย่างไรก็ตาม ก็คงต้องจับตาว่า แนวทาง Singha Way ที่จุตินันท์ต้องการใช้เป็นดีเอ็นเอและเครื่องมือในการขับเคลื่อนองค์กรให้เดินหน้าต่อในอนาคต แล้วส่งต่อกันจากรุ่นสู่รุ่นทั้งคนในตระกูลภิรมย์ภักดี ผู้บริหารและพนักงาน 

 

            ทั้งนี้ Singha Way ประกอบด้วย

            1) กล้าหาญอย่างสิงห์ กล้าทำสิ่งที่ถูกต้องและเปิดโอกาสให้พนักงานทุกคนกล้าแสดงศักยภาพของตนเองอย่างเต็มที่

            2) เราคือครอบครัวสิงห์ พนักงานทุกคนคือครอบครัวเดียวกันและพร้อมที่จะพัฒนาให้ทุกคนมีคุณภาพ เก่งขึ้นและเติบโตมากขึ้น

            3) ส่งมอบคุณภาพที่ดีที่สุด สินค้าของสิงห์จะต้องมีคุณภาพระดับพรีเมียมและต้องทำให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

            4) เชื่อเรื่องความสุข การสร้างให้พนักงานมีความสุขและเจอโอกาสที่ดีที่สุดทั้งการทำงานและชีวิตส่วนตัว

 


บทความต่อเนื่องติดตามอ่านในนิตยสาร MarketPlus Issue 123 April-May 2020

[อ่าน 2,594]
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
Absolute Group อัด 140 ล้าน เปิดเกม Wellness ใหม่ รับศึกฟิตเนสเดือด ปั้นรายได้ทะลุ 1,000 ล้าน
เจาะฟีเจอร์ viaim OpenNote หูฟัง AI บันทึก–ถอดเสียง–สรุปประชุมในอุปกรณ์เดียว
“ปานเทพย์” รับตำแหน่งใหม่ คุมลูกค้า–การตลาด พรูเด็นเชียล ประเทศไทย เร่งสร้างการเติบโตจากข้อมูล และความเข้าใจลูกค้าเชิงลึก
เมื่อ CHAGEE เปลี่ยน “ชา” ให้เป็นภาษาของมิตรภาพ ผ่าน 6 เพื่อนซี้ Bes-Tea Brew Crew
NORSE Republics เดิมพัน Louis Poulsen ดันตลาดแสงเพื่อคุณภาพชีวิต ตั้งเป้าโต 15%
Bar B Q Plaza ปั้น “บาร์บีกอน” สู่ Experience IP เปิด Planet Garden เชื่อมอาหาร–ธรรมชาติ–ครอบครัวยุคใหม่
MAGAZINE UPDATE
Owner
DOUBLE D CREATION Co.,Ltd.
เอเวอร์กรีนวิว ทาวเวอร์ ชั้น 4
เลขที่ 22/43 ซอยบางนา-ตราด 56 ถนนบางนา-ตราด
แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพมหานคร 10260
Tel : 0-2751-4995-6
Mobile : 062-194-4561
Advertising
ติดต่อโฆษณา และ การตลาด
คุณศุภากร ยาตพงศ์ (บู)
Mobile : 08-1355-3636
Tel : 0-2751-4995-6
E-mail : market-plus@hotmail.com
info@marketplus.in.th
PR News
ส่งข่าวประชาสัมพันธ์
E-mail : info@marketplus.in.th,
market-plus@hotmail.com,
marketplus@hotmail.co.th
Copyright © 2016 DOUBLE D CREATION Co.,Ltd. All rights Reserved