เจษฎา อุดมถิรพันธุ์ Future of Shopping ในยุค Now Normal
19 Sep 2021

 

ในห้วงเวลาของการแพร่ระบาดโควิด-19 ที่ยังไม่มีวี่แววว่าจะสิ้นสุดลงเมื่อใด แม้จะมีความพยายามที่จะจัดสรรการฉีดวัคซีนให้ทั่วถึงแล้วก็ตาม แต่ก็ยังมีอัตราการแพร่ระบาดแบบทำลายสถิติของตัวเองทุกวันอย่างที่เรียกว่าทำ New High  อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของปีที่แล้วได้ทำให้สังคมและผู้คนต้องอยู่ให้ได้ อยู่ให้เป็นกับวิถีใหม่ที่เรียกว่า New Normal และถึงวันนี้กับการแพรร่ระบาดระลอก 4 ที่หนักหนานี้ New Normal นี้ได้กลายเป็น  Now Normal ไปแล้ว แต่อะไรจะเป็น Next Normal กันเล่า นี่คือสิ่งที่นักการตลาดเองก็อยากรู้และใครหาเจอก่อนคนนั้นได้เปรียบ โดยเฉพาะพฤติกรรมการจับจ่ายมู้ดการช้อปปิ้งของผู้คนวันนี้ที่เปลี่ยนไปมากทีเดียว แล้วอนาคตของการช้อปปิ้งในยุค Now Normal จะเป็นอย่างไร...!?!

เจษฎา อุดมถิรพันธุ์ นักการตลาดเชิงยุทธ์ที่มีประสบการณ์จากหลายธุรกิจ ได้มาแบ่งปันมุมมองจากประสบการณ์ เพื่อให้ผู้ประกอบการได้ทำความเข้าใจกับ 'ชีพจรการตลาด' ขณะนี้

 

 

ในเบื้องต้น มองเห็นความเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคในยุค Now Normal นี้อย่างไร

พฤติกรรมผู้บริโภคในยุคนี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจนมากน่าจะเป็นคำที่เรียกให้สั้นๆ ได้ว่า LITES  นั่นคือ

  • 1) Lifestyle: รูปแบบวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น เทรนด์ของการรักษาระยะห่างทางสังคม ซึ่งทำให้เราทำงานจากที่บ้าน (Work from Home) การทำงานทางไกล (Remote Working) การเรียนออนไลน์ นอกจากนี้ การรักษาสุขภาพแข็งแรงก็เป็นเทรนด์ของความรับผิดชอบต่อตนเอง ครอบครัวและสังคม ทำให้ผู้คนหันมาใส่ใจเรื่องสุขภาพมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการกินอาหารที่มีประโยชน์ การออกกำลังกายเพื่อให้มีสุขภาพแข็งแรง รวมถึงการดูแลรักษาสุขอนามัยส่วนตัวอีกด้วย   

 

  • 2) ITผู้บริโภคใช้เทคโนโลยีมากขึ้นโดยเป็นการเทคโนโลยีกับแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียเเละแอปพลิเคชันเเชตเป็นช่องทางหลัก เพื่อรับข่าวสาร การประชุมทางออนไลน์ (e-Meeting) ผ่านซอฟต์แวร์ Zoom หรืออื่นๆ รวมถึงการซื้อสินค้า/บริการต่างๆ เช่น ใช้บริการ Grab, LINEMAN เพื่อสั่งอาหารมารับประทานที่บ้านในช่วง Work from Home และช่วงที่ร้านอาหารไม่เปิดให้นั่งประทานอาหารในร้านตามมาตรการของภาครัฐ

 

  • 3) Expenditure: การใช้จ่ายอย่างมีเหตุมีผล และการใช้จ่ายกับสิ่งจำเป็น เนื่องจากในช่วงภาวะเศรษฐกิจชะงักงันนี้ อีกทั้งมีความไม่แน่นอนว่า อนาคตจะเป็นอย่างไร จะสิ้นสุดเมื่อใด ทำให้ผู้บริโภคส่วนใหญ่ใช้จ่ายอย่างมีเหตุผลมากขึ้น เลือกสินค้าที่ความจำเป็น โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภค ยารักษาโรค เพราะฉะนั้น สินค้าฟุ่มเฟือย และของที่ไม่คุ้มค่าอาจจะไม่ใช่ตัวเลือกแรกๆ ที่ผู้บริโภคจะจับจ่าย

 

  • 4) Saving:ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการเก็บออมและหาทางสร้างความมั่นคงในชีวิตมากขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากกลุ่มผู้บริโภคเกิดความเครียดและเกิดความกังวลเกี่ยวกับความไม่นอนในสภาพเศรษฐกิจ จึงทำให้ไม่กล้าจับจ่ายใช้สอย และหันมาออมและหารายได้เสริมจากการทำงานประจำเช่น การขายของออนไลน์ เป็นต้น รวมถึงการลงทุนเพื่อความมั่นคงในชีวิตและต้องการความคุ้มครองที่มากขึ้นอีกด้วย

 

การช้อปปิ้งวันนี้จะเป็นอย่างไร จะซื้อของหน้าร้าน หรือซื้อผ่านออนไลน์ หรือรอดีลดีๆ ค่อยซื้อ

โดยส่วนตัว มองว่า การจับจ่ายซื้อสินค้าที่หน้าร้าน (Physical Store) ยังคงเป็นช่องทางหลักอยู่ โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค หรือสินค้าประเภทของชำ (Grocery) การซื้อสินค้าจำนวนเล็กๆ น้อยๆ ที่มีความจำเป็นต้องใช้ตอนนั้น อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์โควิด-19 ทำให้พฤติกรรมการใช้ชีวิตของผู้บริโภคมีเปลี่ยนแปลงไป คนอยู่กับบ้านมากขึ้น ไม่สะดวกที่จะออกนอกบ้าน ความเสี่ยงเรื่องสุขภาพที่จะไปเดินจับจ่ายในร้านค้า และใช้เทคโนโลยีในการจับจ่ายซื้อหาสินค้าบริการผ่านทางแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ เพราะสามารถตอบโจทย์เรื่องความสะดวกสบายและปลอดภัย เช่น การซื้อในปริมาณเยอะๆ การซื้อสินค้าในราคาพิเศษ, การซื้อสินค้าแบบส่งถึงบ้านไม่เกิน 3 วัน ฯลฯ

นอกจากนี้ จากรูปแบบการชำระเงินที่สะดวกไม่ว่าจะเป็นการจ่ายผ่านบัตรเครดิต หรือระบบพร้อมเพย์ หรือเก็บเงินปลายทาง ฯลฯ ล้วนมีส่วนเอื้อให้แพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ เติบโตอย่างรวดเร็ว และเป็นช่องทางที่เข้ามาเสริมช่องทางหน้าร้านเดิมเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้ามากขึ้น ขณะเดียวกัน ผมก็เชื่อว่า ความต้องการซื้อสินค้าและบริการผ่านช่องทางออนไลน์นี้จะยังคงอยู่และเติบโตสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคต ซึ่งเป็นโจทย์ที่ทางผู้ประกอบการต่างต้องเร่งพัฒนาการให้บริการลูกค้าในช่องทางออนไลน์ เพื่อให้ทันต่อพฤติกรรมของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

แต่ในส่วนของหน้าร้าน (Physical Store) ผู้ประกอบการต้องปรับเปลี่ยน เพื่อให้อำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าและดึงดูดให้ลูกค้ายังคงมาใช้บริการหน้าร้านด้วย เช่น การจัดสรรพื้นที่การวางสินค้าที่ลูกค้าสั่งไว้ให้อยู่ในจุดที่สามารถจัดส่งขึ้นรถลูกค้าได้ทันทีเวลาที่ลูกค้ามารับสินค้า หรือการเปิดช่องทางชำระเงินแบบบริการตัวเอง เพื่อลดระยะเวลาการรอการชำระเงิน ซึ่งจะเอื้อให้ใช้วิธีการชำระเงินแบบไร้การสัมผัส (Contactless) ได้มากขึ้น เพื่อให้ลูกค้าเกิดความมั่นใจในความปลอดภัยในการใช้บริการ หรือการใช้เทคโนโลยีที่เป็นนวัตกรรมใหม่ เพื่อต่อสู้กับการแพร่ระบาดของโควิด-19 อีกทั้งยังเป็นการปกป้องสุขภาพและสร้างความปลอดภัยให้กับลูกค้าและพนักงานด้วย เช่น การนำหุ่นยนต์ฆ่าเชื้อมาใช้ในพื้นที่บริการของ Central Food Hall เป็นต้น

 

 

แบรนด์ต้องปรับตัวอย่างไร เพื่อตอบโจทย์ของลูกค้าในยุค Now Normal

ในช่วงวิกฤติโควิด-19  ถือเป็นช่วงที่สภาพแวดล้อมในตลาดเปลี่ยนไปมาก โดยเฉพาะในแง่พฤติกรรมผู้บริโภคที่มีการปรับเปลี่ยนไปอย่างมาก ดังนั้น ในส่วนของแบรนด์และผู้ประกอบการที่ต้องปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปด้วย ต้องปรับตัวให้ไวและเปลี่ยนให้ทัน ปรับกลยุทธ์ใหม่ทั้งหมดทั้งรูปแบบของสินค้าบริการต้องตอบโจทย์เรื่องการใช้งาน รวมถึงการทำให้ลูกค้าเกิดความประทับใจ เพื่อเป็นการส่งมอบประสบการที่ดีให้กับลูกค้า (Consumer Experience) การตอบโจทย์การหาซื้อสินค้าบริการให้กับลูกค้าได้สะดวกยิ่งขึ้น ด้วยการขยายช่องทางการจัดจำหน่ายออนไลน์ที่เป็น Own Channel เพื่อเป็นช่องทางในการเก็บ Customer Data เพื่อใช้พัฒนาต่อยอดกลยุทธ์ในระยาว หรือผ่าน e-Marketplace เช่น  Shopee, Lazada ฯลฯ เพื่อรองรับลูกค้าที่หันมาซื้อสินค้าออนไลน์มากขึ้น  

นอกจากนี้ แบรนด์และผู้ประกอบการก็ต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการสื่อสารการตลาดด้วย จากการทำความเข้าใจพฤติกรรมของลูกค้าให้มากขึ้นกว่าเดิม หา Consumer Insight เพื่อทำการสื่อสารให้ตรงกับไลฟ์สไตล์ของลูกค้าและต้องมีความชัดเจน เพื่อให้สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้โดยง่าย และสร้างความน่าเชื่อถือในสินค้าบริการให้ลูกค้าสามารถจดจำเราได้อย่างต่อเนื่อง นอกเหนือจากการทำโปรโมชั่นต่างๆ เพื่อจูงใจให้ลูกค้าซื้อสินค้าเพียงอย่างเดียว

 

แต่ด้วยกำลังซื้อที่อ่อนแอ แบรนด์จะดึงเงินจากกระเป๋าลูกค้า หรือสร้าง FC ให้กับแบรนด์ได้อย่างไร   

อย่างที่พูดถึง LITES ในแง่ที่ว่า ผู้บริโภคยุคนี้ใช้จ่ายอย่างมีเหตุมีผล ใช้จ่ายอย่างมีสติมากขึ้น และให้ความสำคัญกับการใช้จ่ายกับสิ่งที่จำเป็นก่อน ประกอบกับการที่ผู้บริโภคต้องอยู่กับบ้านนานๆ หรือต้อง Work From Home ขณะเดียวกันช่วงนี้ก็ถือเป็นช่วงที่ผู้บริโภครับข้อมูลข่าวสารผ่านทางโซเชียลมีเดียมากขึ้น ศึกษาข้อมูลข่าวสาร หรือเปรียบเทียบข้อมูลผลิตภัณฑ์ต่างๆ มากขึ้น เพื่อหาดีลดีๆ ให้กับตนเอง และเพื่อการเป็นผู้บริโภคที่ชาญฉลาด (Savvy Consumer)

ดังนั้นการหาข้อมูลอ่าน หรือดูรีวิว เพื่อเปรียบเทียบสินค้าหรือราคานี้เองที่ทำให้ลูกค้ามีโอกาสเปลี่ยนใจสูง ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนใจไปทดลองหรือซื้อสินค้าแบรนด์อื่นๆ หรือเปลี่ยนใจซื้อสินค้าแบรนด์อื่น เพราะมีราคาถูกกว่า

แบรนด์จึงต้องหาวิธีการที่จะทำความเข้าใจพฤติกรรมของลูกค้าให้มากขึ้น เพื่อให้เราสามารถนำเสนอสินค้าหรือบริการที่ตอบโจทย์ Pain Point ต่างๆ ของลูกค้าได้ ตลอดจนการรับฟังความคิดเห็นต่างๆ เพื่อนำมาปรับปรุงแก้ไขให้ดียิ่งขึ้น รวมถึงการนำเสนอสิทธิพิเศษต่างๆ ที่โดนใจลูกค้าแต่ละคน ซึ่งจะทำให้ลูกค้าเกิดความประทับใจและทำให้เกิดประสบการณ์ที่ดีในการใช้สินค้าบริการ เพื่อให้เราสามารถเข้าไปอยู่ในใจของลูกค้า และทำให้ลูกค้าให้การสนับสนุนสินค้า/บริการของเราอย่างสม่ำเสมอในระยะยาว เพราะลูกค้าที่มีการซื้อซ้ำนั้น จะมีแนวโน้มจะซื้อในปริมาณที่มากกว่า ลูกค้าใหม่ และยังมีความพึงพอใจในการจ่ายที่มากกว่า ที่สำคัญ ถ้ามองในเรื่องของต้นทุนการทำการตลาดกับกลุ่มลูกค้าประจำก็จะใช้ต้นทุนที่น้อยกว่าการสร้างกลุ่มลูกค้าหน้าใหม่อีกด้วย

 

มีเคล็ดลับอย่างไรหากต้องทำตลาดบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ 

สถานการณ์โควิด-19 ส่งผลให้เกิดพฤติกรรมการจับจ่ายซื้อสินค้าในแพลตฟอร์มออนไลน์มากขึ้นก็จริง อีกทั้งในปัจจุบันมีแพลตฟอร์มช้อปปิ้งออนไลน์หลากหลายหลาย โดยเฉพาะ e-Marketplace หลักๆ เช่น Shopee, Lazada แต่ ณวันนี้ ผู้ประกอบการหรือแบรนด์ควรที่จะต้องกลับมาให้ความสำคัญกับการสร้าง Own Channel หรือ ช่องทางออนไลน์ของตัวเอง เพื่อให้สามารถนำ Customer Data มาพัฒนาสินค้าและบริการต่างๆ ให้ตอบโจทย์ตามความต้องการของลูกค้าได้ตรงจุดมากขึ้น รวมถึงสามารถสื่อสารกับผู้บริโภคได้โดยตรง และทำให้เส้นทางการซื้อของผู้บริโภค (Consumer Journey) ตั้งแต่การค้าหาข้อมูลสินค้าไปจนถึงการตัดสินใจซื้ออยู่บน Own Chanel ของผู้ประกอบการเอง โดยมีโจทย์ว่า จะต้อทำอย่างไรเพื่อให้ Consumer Journey กระชับที่สุดและเกิดการซื้อได้เร็วที่สุด อีกทั้งสามารถต่อยอดสู่การทำ Loyalty Program เพื่อสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าได้ในระยะยาวต่อไปด้วย

 

 

มองการจับจ่ายของตลาดผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพว่าจะเป็นอย่างไร 

การเกิดขึ้นของ โควิด-19 ในปี 2563 ต่อเนื่องมาถึง 2564 เป็นตัวแปรที่สำคัญที่เร่งให้คนทั่วโลกหันมา 'รักษ์สุขภาพ'กันมากขึ้นส่งผลให้กลุ่มสินค้าและบริการที่เกี่ยวกับสุขภาพเติบโต อย่างไรก็ดี สำหรับหน้าร้าน (Physical Store) ซึ่งเป็นช่องทาง ที่ผู้ประกอบการต้องให้ความสำคัญ กับเรื่องของความสะดวก และการทำความสะอาดฆ่าเชื้อเป็นประจำหรือจุดบริการเจลล้างมือการชำระเงินแบบไร้สัมผัส (Contactless) เพื่อให้ลูกค้าเกิดความมั่นใจในเรื่องของความปลอดภัยมากที่สุดก็จะทำให้ลูกค้ายังคงใช้บริการซื้อสินค้าที่หน้าร้าน ขณะเดียวกัน ทางผู้ประกอบการต้องให้ความสำคัญกับการให้บริการลูกค้าในช่องทางออนไลน์  เพื่อให้ทันต่อพฤติกรรมการจับจ่ายซื้อสินค้าของลูกค้าในแพลตฟอร์มออนไลน์ที่มีการเติบโตขึ้น และคาดว่ายังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องในอนาคตอีกด้วย

 


บทความจากนิตยสาร MarketPlus Magazine Issue 137


 

[อ่าน 5,703]
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
Absolute Group อัด 140 ล้าน เปิดเกม Wellness ใหม่ รับศึกฟิตเนสเดือด ปั้นรายได้ทะลุ 1,000 ล้าน
เจาะฟีเจอร์ viaim OpenNote หูฟัง AI บันทึก–ถอดเสียง–สรุปประชุมในอุปกรณ์เดียว
“ปานเทพย์” รับตำแหน่งใหม่ คุมลูกค้า–การตลาด พรูเด็นเชียล ประเทศไทย เร่งสร้างการเติบโตจากข้อมูล และความเข้าใจลูกค้าเชิงลึก
เมื่อ CHAGEE เปลี่ยน “ชา” ให้เป็นภาษาของมิตรภาพ ผ่าน 6 เพื่อนซี้ Bes-Tea Brew Crew
NORSE Republics เดิมพัน Louis Poulsen ดันตลาดแสงเพื่อคุณภาพชีวิต ตั้งเป้าโต 15%
Bar B Q Plaza ปั้น “บาร์บีกอน” สู่ Experience IP เปิด Planet Garden เชื่อมอาหาร–ธรรมชาติ–ครอบครัวยุคใหม่
MAGAZINE UPDATE
Owner
DOUBLE D CREATION Co.,Ltd.
เอเวอร์กรีนวิว ทาวเวอร์ ชั้น 4
เลขที่ 22/43 ซอยบางนา-ตราด 56 ถนนบางนา-ตราด
แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพมหานคร 10260
Tel : 0-2751-4995-6
Mobile : 062-194-4561
Advertising
ติดต่อโฆษณา และ การตลาด
คุณศุภากร ยาตพงศ์ (บู)
Mobile : 08-1355-3636
Tel : 0-2751-4995-6
E-mail : market-plus@hotmail.com
info@marketplus.in.th
PR News
ส่งข่าวประชาสัมพันธ์
E-mail : info@marketplus.in.th,
market-plus@hotmail.com,
marketplus@hotmail.co.th
Copyright © 2016 DOUBLE D CREATION Co.,Ltd. All rights Reserved