ทิศทางการนำเข้าอัญมณีและเครื่องประดับของ UK หลัง Brexit
05 Sep 2018


         ย้อนกลับไปยังข่าวประวัติศาสตร์ที่สร้างความสะเทือนไปทั่วโลกเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2559 ซึ่งเป็นวันที่สหราชอาณาจักร (ประกอบด้วยอังกฤษ เวลส์ สก็อตแลนด์ และไอร์แลนด์เหนือ) ได้ลงมติด้วยเสียงข้างมากให้ออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) หรือเรียกสั้นๆ ว่า “Brexit (เบร็กซิท)” หลังจากที่เป็นสมาชิกอียูมาเป็นเวลาถึง 45 ปี โดยนางเทเรซา เมย์ นายกรัฐมนตรีของอังกฤษได้ลงนามแจ้งความประสงค์ออกจากการเป็นสมาชิกของอียูอย่างเป็นทางการแล้วตามมาตรา 50 ของสนธิสัญญาลิสบอนเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2560 เพื่อเริ่มต้นกระบวนการเจรจาข้อตกลงการแยกตัวออกจากอียูที่ใช้เวลาในการเจรจาถึง 2 ปี แต่ถึงแม้ทั้งอียูและสหราชอาณาจักรจะไม่สามารถเห็นชอบและให้สัตยาบันความตกลงได้ภายในระยะเวลาดังกล่าว สหราชอาณาจักรก็จะพ้นจากความเป็นสมาชิกของอียูอย่างเป็นทางการในวันที่ 29 มีนาคม 2562 ซึ่งหลังจากสหราชอาณาจักรออกจากการเป็นสมาชิกของอียูแล้ว กฎเกณ์การนำเข้าอัญมณีและเครื่องประดับของสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นคู่ค้าสำคัญของไทยจะมีทิศทางอย่างไรนั้น ติดตามได้ในบทความนี้


สหราชอาณาจักร คู่ค้าสำคัญของไทยในตลาดอียู


         ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา สหราชอาณาจักรเป็นตลาดส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ (รวมทองคำฯ) ใน 13 อันดับแรกของไทย โดยมีมูลค่าส่งออกเฉลี่ยอยู่ที่ราว 230 ล้านเหรียญสหรัฐ ล่าสุดในช่วงครึ่งแรกของปี 2561 ไทยส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ (รวมทองคำฯ) ไปยังสหราชอาณาจักรด้วยมูลค่า 93.31 ล้านเหรียญสหรัฐ นับเป็นตลาดส่งออกในอันดับที่ 12 หรือมีสัดส่วนราวร้อยละ 1.47 ของมูลค่าการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับโดยรวม แต่หากพิจารณามูลค่าส่งออกไม่รวมทองคำฯ จะพบว่าสหราชอาณาจักรเป็นตลาดส่งออกในอันดับที่ 10 หรือมีสัดส่วนร้อยละ 2.41 ของมูลค่าการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไม่รวมทองคำฯ และเป็นตลาดส่งออกในอันดับที่ 3 ในกลุ่มอียู รองจากเยอรมนี และเบลเยียม ตามลำดับ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 11.27 ของการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไทยไปยังอียู โดยสินค้าส่งออกหลักไปยังสหราชอาณาจักร ได้แก่ เครื่องประดับทอง ซึ่งมีสัดส่วนราวร้อยละ 45 รองลงมา คือ เครื่องประดับเงิน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 23 และพลอยสี ในสัดส่วนราวร้อยละ 13

 


ผลกระทบการส่งออกของไทยหลัง Brexit


         การส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไทยไปยังสหราชอาณาจักรเริ่มแผ่วลงในปี 2558 อันเนื่องมาจากเศรษฐกิจของสหราชอาณาจักรชะลอตัว แต่นับจากหลังมี Brexit มูลค่าส่งออกของไทยในสหราชอาณาจักรในปี 2560 ได้ปรับตัวลดลงมากจนลดลงต่ำสุดในรอบทศวรรษ จึงมิอาจปฏิเสธได้ว่าผลของ Brexit มีส่วนบั่นทอนการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับของไทย เพราะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญฉุดการเติบโตทางเศรษฐกิจของสหราช-อาณาจักร โดยในปี 2560 เศรษฐกิจของสหราชอาณาจักรมีอัตราการขยายตัวร้อยละ 1.80 ลดลงจากปีก่อนหน้าร้อยละ 0.10 และส่งผลให้ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักลงทุนลดลง รวมถึงความกังวลของตลาดเงินทำให้ค่าเงินปอนด์เมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลงมาก มีผลให้ราคาสินค้านำเข้าปรับตัวสูงขึ้น อีกทั้งยังทำให้เงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นด้วย ผู้นำเข้าจึงลดการนำเข้าสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับจากไทยลง และเนื่องจากการเจรจาข้อตกลงระหว่างอียูและสหราชอาณาจักรในปัจจุบันยังไม่มีความแน่นอน เศรษฐกิจและการใช้จ่ายของประชาชนในสหราชอาณาจักรจึงยังคงอยู่ในทิศทางชะลอตัว ส่งผลให้มูลค่าส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไทยไปยังสหราชอาณาจักรในช่วงครึ่งแรกของปี 2561 ลดลงต่อเนื่องร้อยละ 7.96 ซึ่งความไม่แน่นอนของ Brexit จะยังคงเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของสหราชอาณาจักรต่อไป จนกว่ารัฐบาลจะมีความชัดเจนในแนวทางการเจรจาความสัมพันธ์กับอียูและการฟื้นฟูประเทศหลัง Brexit ซึ่งแน่นอนว่าจะกระทบต่อการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  


กฎระเบียบการนำเข้าอัญมณีและเครื่องประดับของสหราชอาณาจักร


         เนื่องจากสหราชอาณาจักรยังอยู่ในกระบวนการเจรจาข้อตกลงในหลายประเด็นซึ่งครอบคลุมการค้าและการลงทุนกับอียู ก่อนที่จะออกจากการเป็นสมาชิกภาพอย่างเป็นทางการในปีหน้านี้ กฎระเบียบการนำเข้าอัญมณีและเครื่องประดับต่างๆ ในปัจจุบันจึงยังคงอิงอยู่กับกฎระเบียบของอียูเป็นหลัก ซึ่งสามารถสรุปกฎระเบียบการนำเข้าของสหราชอาณาจักรได้ ดังนี้


1. มาตรการทางด้านภาษี

         โดยทั่วไปอัตราภาษีนำเข้าอัญมณีและเครื่องประดับของสหราชอาณาจักรตามพิกัดอัตราศุลกากรตอนที่ 71 ในกลุ่มสินค้าวัตถุดิบมีอัตราภาษีร้อยละ 0 ส่วนเครื่องประดับแท้จะมีอัตราภาษีอยู่ที่ร้อยละ 2.5-4 และเครื่องประดับเทียมมีอัตราภาษีร้อยละ 4 อีกทั้งรัฐบาลของสหราชอาณาจักรยังเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มการนำเข้าสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับในอัตราร้อยละ 20 อีกด้วย 


2. มาตรการที่มิใช่ภาษี

         สหราชอาณาจักรมีข้อกฎหมายกำหนดสำหรับการส่งสินค้าเครื่องประดับที่ทำจากโลหะมีค่าเข้าไปจำหน่ายยังสหราชอาณาจักร ที่จะต้องผ่านการรับรองคุณภาพและความบริสุทธิ์ของโลหะมีค่าพร้อมประทับตรารับประกันคุณภาพ (Hallmark) ก่อนจึงจะได้รับอนุญาตให้จำหน่ายในประเทศได้ โดยเครื่องประดับทองจะต้องมีค่าความบริสุทธิ์ไม่ต่ำกว่า 9 กะรัต ขณะที่เครื่องประดับเงินและแพลทินัมจะต้องมีปริมาณโลหะดังกล่าวเป็นส่วนประกอบอย่างน้อย 800 ส่วน ใน 1,000 ส่วน และ 850 ส่วน ใน 1,000 ส่วน ตามลำดับ

 


         สำหรับมาตรฐานสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับนั้น สหราชอาณาจักรยังคงใช้กฎหมายของอียู ภายใต้ภาคผนวก XVII ของกฎระเบียบการควบคุมเคมีภัณฑ์ (Registration, Evaluation and Authorisation of Chemicals: REACH) ดังนี้ 

  • กฎเกณฑ์ของ EU Nickel Directive 94/27/EC ซึ่งกำหนดมาตรฐานส่วนผสมของนิกเกิลในเครื่องประดับโลหะมีค่า ได้แก่ เครื่องประดับที่มีลักษณะเป็นเข็มหรือต้องเจาะเข้าไปในผิวหนัง เช่น ต่างหู ให้มีอัตราการแผ่ของสารนิกเกิลต่ำกว่า 0.2 ไมโครกรัม/ตารางเซนติเมตร/สัปดาห์ ส่วนเครื่องประดับที่สัมผัสผิวหนังโดยตรงและเป็นเวลานาน อาทิ สร้อยข้อมือ สร้อยคอ และแหวน จะมีอัตราการแผ่สารนิกเกิลเข้าสู่ผิวหนังได้ไม่เกิน 0.5 ไมโครกรัม/ตารางเซนติเมตร/สัปดาห์ 
  • กฎเกณฑ์ของ EU No 494/2011 กำหนดว่าเครื่องประดับแท้ เครื่องประดับเทียม เครื่องประดับที่เจาะเข้ากับผิวหนัง นาฬิกาข้อมือ และกระดุมข้อมือ ให้มีสารแคดเมียมผสมอยู่ได้สูงสุดไม่เกิน 100 มิลลิกรัม/กิโลกรัม หรือร้อยละ 0.01 ของน้ำหนักเครื่องประดับ
  • กฎเกณฑ์ของ EU No 836/2012 กำหนดให้มีปริมาณสารตะกั่วที่ผสมอยู่ในเครื่องประดับ และส่วนประกอบต่างๆ ของเครื่องประดับได้สูงสุดไม่เกิน 500 มิลลิกรัม/กิโลกรัม หรือร้อยละ 0.05 ของน้ำหนักเครื่องประดับ 


         นอกจากนี้ สหราชอาณาจักรยังกำหนดกฎระเบียบตามกฎหมายป้องกันการฟอกเงินและต่อต้านการก่อการร้ายเฉกเช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ ในอียู โดยผู้ประกอบธุรกิจในสหราชอาณาจักรจะต้องทำการบันทึกรายละเอียดการทำธุรกรรมและข้อมูลของลูกค้าที่มีการซื้อขายอัญมณีและเครื่องประดับซึ่งมีมูลค่าตั้งแต่ 15,000 ยูโรขึ้นไป (ประมาณ 574,350 บาท ) เพื่อรายงานต่อ UK’ s Financial Intelligence Unit (UKFIU) และการนำเข้าส่งออกเพชรก้อนจะต้องดำเนินการและมีเอกสารตาม Kimberley Process


แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์การนำเข้าอัญมณีและเครื่องประดับของ UK หลัง Brexit 


         เมื่อเดือนมีนาคม 2561 ที่ผ่านมา ทั้งอียูและสหราชอาณาจักรได้บรรลุข้อตกลงช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านของสหราชอาณาจักร เพื่อให้ธุรกิจและพลเมืองของทั้งอียูและสหราชอาณาจักรมีเวลาเตรียมพร้อมสำหรับการแยกตัวออกจากอียูของสหราชอาณาจักร โดยสหราชอาณาจักรจะยังคงอยู่ในอียูต่อไปอีก 21 เดือน นับตั้งแต่วันที่ 29 มีนาคม 2562 จนถึง 31 ธันวาคม 2563 นั่นหมายความว่าสหราชอาณาจักรจะยังคงได้รับประโยชน์จากการเป็นส่วนหนึ่งของตลาดร่วมและสหภาพศุลกากร รวมถึงยังคงอยู่ภายใต้กฎหมายและกฎระเบียบของอียูในช่วงเวลาดังกล่าว ฉะนั้น ในระยะสั้นผู้ประกอบการไทยจะยังไม่ได้รับผลกระทบให้ต้องปรับตัวในประเด็นกฎเกณฑ์การนำเข้าอัญมณีและเครื่องประดับแต่อย่างใด เพราะนับจากนี้ไปอีกราวสองปีกว่าสหราชอาณาจักรจะยังคงใช้กฎระเบียบการนำเข้าอัญมณีและเครื่องประดับที่อิงกับกฎหมายและกฎระเบียบของอียูเหมือนเดิม 


         แต่อย่างไรก็ดี ในระยะหลังจากสหราชอาณาจักรพ้นจากการเป็นสมาชิกภาพของอียูอย่างสมบูรณ์แล้ว สหราชอาณาจักรอาจจะมีการปรับเปลี่ยนกฎระเบียบและมาตรฐานการนำเข้าสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับในแบบฉบับของตนเอง ซึ่งไม่น่าจะเป็นการผ่อนปรนมาตรฐาน เพราะสหราชอาณาจักรมักคำนึงถึงผลประโยชน์ สวัสดิภาพ และความปลอดภัยของคนในชาติเป็นสำคัญ โดยหลายฝ่ายคาดการณ์ว่าสหราชอาณาจักรอาจเพิ่มมาตรการทางการค้าที่อาจเป็นการกีดกันทางการค้ามากขึ้นได้ ทั้งนี้ ปัจจุบันสหราชอาณาจักรได้ประกาศชัดเจนแล้วในการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยด้านอาหารให้มีความเข้มข้นมากขึ้นหลัง Brexit อย่างสมบูรณ์แล้ว แต่ในส่วนของกฎเกณฑ์และมาตรฐานการนำเข้าอัญมณีและเครื่องประดับของสหราชอาณาจักรจะเป็นอย่างไรนั้น ผู้ประกอบการไทยควรจะต้องติดตามข่าวสารนโยบายของสหราชอาณาจักรอย่างใกล้ชิดต่อไป รวมทั้งเตรียมพร้อมปรับตัว เพื่อจะได้รักษาส่วนแบ่งในตลาดสหราชอาณาจักรเอาไว้ให้ได้ 

 

*อัตราแลกเปลี่ยนธนาคารแห่งประเทศไทย ณ วันที่ 24 สิงหาคม 2561: 1 ยูโร = 38.29 บาท


ข้อมูลเพิ่มเติม :

         ผู้ประกอบการไทยสามารถติดตามความคืบหน้าการเจรจา Brexit และข้อมูลต่างๆ เช่น ประกาศเตือนเกี่ยวกับนโยบายและกฎหมายต่างๆ ที่จะมีการเปลี่ยนแปลง ตลอดจนผลกระทบที่จะเกิดขึ้นหลัง Brexit ได้ที่ https://ec.europa.eu/ info/brexit-preparedness/brexit-notices-explanation_en 


ข้อมูลโดย : ศูนย์ข้อมูลอัญมณีและเครื่องประดับ
สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน)
 
สมัครสมาชิกเพื่อติดตามข้อมูลได้ที่ infocenter.git.or.th ทางไลน์ที่ git_info_center
หรือติดตามผ่านเฟซบุ๊ค facebook.com/GITInfoCenter

[อ่าน 2,379]
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
"กรุงศรี" เจาะอินไซต์มนุษย์พ่อแม่ "ตึงมือแต่ต้องสู้" เผย Pain Points ใหญ่ทางการเงิน ที่ต้องโฟกัสแค่ "ระยะสั้น"
“มิชลิน ไกด์” เผยรายชื่อโรงแรมและรีสอร์ต 71 แห่งในประเทศไทย ได้รับรางวัล “กุญแจมิชลิน” ประจำปี 2569
Jobsdb ชู Total Hiring Solution ช่วยองค์กรค้นหา “คนที่ใช่” ได้ตรงความต้องการ
ถอดรหัส Case Study เมื่อ OOH เปลี่ยนการมองเห็น ให้เป็นผลลัพธ์ของแบรนด์
ยอดขายดี แต่ธุรกิจอาจกำลัง “ตกชั้น” 5 สัญญาณที่ SME ต้องเช็ก ก่อนรายได้โตแต่ธุรกิจกลับเปราะลง
Longevity เปลี่ยนเกม Beauty จากแก้ปัญหา สู่ดูแลก่อนมีสัญญาณ
MAGAZINE UPDATE
Owner
DOUBLE D CREATION Co.,Ltd.
เอเวอร์กรีนวิว ทาวเวอร์ ชั้น 4
เลขที่ 22/43 ซอยบางนา-ตราด 56 ถนนบางนา-ตราด
แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพมหานคร 10260
Tel : 0-2751-4995-6
Mobile : 062-194-4561
Advertising
ติดต่อโฆษณา และ การตลาด
คุณศุภากร ยาตพงศ์ (บู)
Mobile : 08-1355-3636
Tel : 0-2751-4995-6
E-mail : market-plus@hotmail.com
info@marketplus.in.th
PR News
ส่งข่าวประชาสัมพันธ์
E-mail : info@marketplus.in.th,
market-plus@hotmail.com,
marketplus@hotmail.co.th
Copyright © 2016 DOUBLE D CREATION Co.,Ltd. All rights Reserved