เมื่อเอ่ยถึง “ป่าชายเลน” หลายคนอาจนึกถึงรากโกงกางที่ทอดตัวในน้ำทะเลเค็ม แต่ความจริงแล้ว “ป่าชายเลน” เป็นมากกว่าพื้นที่ชายฝั่ง เพราะอุดมไปด้วยระบบนิเวศอันหลากหลาย ทั้งยังเป็นกำแพงธรรมชาติที่ช่วยลดผลกระทบจากคลื่นและพายุ ตลอดจนดูดซับคาร์บอนในชั้นบรรยากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ นี่คือที่มาของกิจกรรม “เพาะกล้าไม้ป่าชายเลน” โดย เอไอเอ ประเทศไทย ซึ่งเชื่อมโยงเป้าหมายการอนุรักษ์เข้ากับการลดการใช้กระดาษผ่านการขับเคลื่อนธุรกรรมดิจิทัลอย่างครบวงจร
เอไอเอ ประเทศไทย เปิดตัวแคมเปญ “AIA+ Go Green” ตั้งแต่ปี 2567 ด้วยแนวคิด “ลดการพรินต์ เพิ่มการปลูก” โดยเชิญชวนให้ผู้ถือกรมธรรม์เปลี่ยนมาใช้บริการเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ (e-Document) และใบเสร็จอิเล็กทรอนิกส์ (e-Receipt) ผ่านแอปพลิเคชัน AIA+ ทุกๆ 10 กรมธรรม์ที่เปลี่ยนมาสู่ระบบ e-Document จะมีการปลูกต้นไม้เพิ่ม 1 ต้น
ผลลัพธ์ในปีที่ผ่านมาอาจกล่าวได้ว่าน่าจับตา เพราะผู้ถือกรมธรรม์กว่า 105,000 กรมธรรม์ตัดสินใจเข้าร่วมแคมเปญ ช่วยลดการใช้กระดาษได้มากถึง 400,000 แผ่น ตอกย้ำว่าสังคมไทยเริ่มเห็นความสำคัญของการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า
ดร. คริสเตียน โรแลนด์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์และดิจิทัล เอไอเอ ประเทศไทย กล่าวว่า
“ความร่วมมือของลูกค้ากับแคมเปญ AIA+ Go Green ในปีที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงความตระหนักในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและลดการใช้กระดาษอย่างจริงจัง กิจกรรมเพาะกล้าไม้ป่าชายเลนครั้งนี้จึงเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญ ที่ช่วยตอกย้ำพันธกิจในการขับเคลื่อน ESG ของเอไอเอ และสร้างการมีส่วนร่วมอย่างเป็นรูปธรรมในการดูแลโลกของเรา”
เพาะกล้าไม้ชายเลน: ฟื้นคืนชีวิตสู่ผืนป่า
หนึ่งในกิจกรรมสำคัญของแคมเปญครั้งนี้ คือการลงพื้นที่ป่าชายเลนที่จังหวัดชลบุรี เพื่อเพาะกล้าไม้เตรียมนำไปปลูกในพื้นที่เหมาะสม โดยได้รับความร่วมมือจากศูนย์สิ่งแวดล้อมศึกษา (EEC)
นำทีมโดย “อเล็กซ์ เรนเดลล์” นักแสดงและนักอนุรักษ์ที่มุ่งปลูกจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมให้ทั้งบุคลากรองค์กรและคนรุ่นใหม่
กิจกรรมเริ่มด้วยการเรียนรู้แนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนในมิติ ESG (สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล) ตามมาด้วยการเดินสำรวจธรรมชาติในระยะทาง 1.2 กิโลเมตร เพื่อศึกษาระบบนิเวศป่าชายเลน ทั้งสัตว์น้ำตัวเล็กๆ ที่อาศัยอยู่ตามรากไม้ ไปจนถึงพืชพันธุ์หลากชนิดที่มีบทบาทในการดูดซับ Blue Carbon หรือคาร์บอนไดออกไซด์ที่กักเก็บไว้ในระบบชายฝั่งทะเล
หลังจากซึมซับความรู้เกี่ยวกับป่าชายเลนแล้ว จึงเข้าสู่ช่วงสำคัญคือการลงมือ “เพาะกล้าไม้” เพื่อปลูกในพื้นที่ชายเลนที่เหมาะสม โดยศูนย์ศึกษาธรรมชาติฯ จะดูแลต้นกล้าเหล่านี้ต่อประมาณ 3–6 เดือนก่อนจะย้ายลงสู่พื้นที่ป่าชายเลนอย่างถาวร
เมืองก็ปลูกป่าได้: แรงบันดาลใจจาก “อเล็กซ์”
ภายในกิจกรรม “อเล็กซ์ เรนเดลล์” ยังแนะนำเทคนิคการปลูกต้นไม้ในพื้นที่จำกัด ซึ่งเป็นไอเดียที่ผู้พักอาศัยในคอนโด หรืออาคารสูงสามารถนำไปปรับใช้ได้ ไม่ว่าจะเป็นการปลูกผักสวนครัว เช่น ผักกาด ต้นอ่อนทานตะวัน ไปจนถึงพืชผักที่เหมาะกับแปลงหรือกระถางขนาดเล็ก
แม้การปลูกต้นไม้ในพื้นที่จำกัดจะไม่สามารถเพิ่มพื้นที่สีเขียวได้มหาศาลเหมือนในป่าชายเลน แต่ก็ถือเป็นก้าวแรกที่ช่วยปลูกจิตสำนึกในหมู่คนเมือง ร่วมกันสร้างสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรต่อสุขภาพและลดปริมาณก๊าซคาร์บอนในระยะยาว
นวัตกรรมดิจิทัล: เชื่อมโยงสู่ความยั่งยืน
นอกจากกิจกรรมเพาะกล้าไม้แล้ว ฟันเฟืองสำคัญอีกส่วน คือการใช้แอปพลิเคชัน AIA+ เพื่อจัดการกรมธรรม์แบบครบวงจร (One-stop service) ไม่ว่าจะเป็น e-Document หรือ e-Receipt ซึ่งนอกจากลดการใช้กระดาษ ยังช่วยยกระดับระบบบริหารจัดการเอกสารให้มีประสิทธิภาพ ช่วยลดต้นทุนและเวลาในการจัดส่ง
จุดเด่นของ AIA+ คือการนำเทคโนโลยี AI มาใช้เพื่อประมวลผลและตอบสนองความต้องการผู้ใช้ได้อย่างรวดเร็ว ทันสมัย และปลอดภัย ด้วยแนวคิด “แอปเดียวจบ ครบทุกบริการ” ผู้ถือกรมธรรม์จะตรวจสอบข้อมูลต่างๆ ได้แบบ Real-time ลดการเกิดเอกสารซ้ำซ้อนหรือสูญหาย
แรงขับเคลื่อน “ลดการพรินต์ เพิ่มการปลูก”
อนาคตที่ยั่งยืนเริ่มจากมือเรา
แคมเปญ “AIA+ Go Green” ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วคราว หากแต่ได้รับการออกแบบให้เป็นโครงการต่อยอดได้ในระยะยาว โดยเฉพาะเป้าหมายปลูกต้นไม้ 10,000 ต้นภายในปี 2568 ซึ่งหมายถึงการต้องการแรงสนับสนุนจากผู้ถือกรมธรรม์เอไอเอทั่วประเทศ ยิ่งมีคนเปลี่ยนมารับ e-Document และ e-Receipt มากเท่าไร เราก็ยิ่งมีต้นไม้เพิ่มขึ้นมากเท่านั้น
“ป่าชายเลน” จึงเปรียบเสมือนครูชั้นยอดของธรรมชาติ เป็นทั้งแนวกันคลื่น ให้ที่อยู่อาศัยแก่สัตว์น้ำ และเก็บกักคาร์บอนในรูปของตะกอนเลนในระบบนิเวศ หากเราเริ่มต้นด้วยการลดการพรินต์ หันมาใช้เอกสารดิจิทัล ก็เท่ากับส่งน้ำหล่อเลี้ยงเมล็ดพันธุ์ป่าชายเลนเหล่านี้ให้เติบโตอย่างแข็งแรงและยั่งยืน
ร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงในวิถีดิจิทัล
การผนึกกำลังของนวัตกรรมดิจิทัลและการอนุรักษ์ธรรมชาติจากเอไอเอ ประเทศไทย ได้พิสูจน์แล้วว่า “การดูแลโลก” และ “การอำนวยความสะดวกให้ลูกค้า” สามารถเดินหน้าไปพร้อมกันได้อย่างสมดุล และนับเป็นก้าวเล็กๆ ที่อาจสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ให้แก่ผืนป่า ชายฝั่งทะเล และชุมชนในอนาคต.