‘เป๊ปซี่โค’ ปั้นเครือข่ายเกษตรกรมันฝรั่งไทย เชื่อม “ต้นน้ำ–ปลายน้ำ” สู่ห่วงโซ่อาหารยั่งยืน
15 Mar 2026

 

ท่ามกลางความท้าทายของระบบอาหารโลกที่ต้องรับมือทั้งภาวะโลกร้อน ต้นทุนการผลิตที่ผันผวน และความต้องการของผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้น บทบาทของ “เกษตรกร” ในฐานะต้นน้ำของห่วงโซ่อาหารจึงถูกยกระดับให้มีความสำคัญมากกว่าที่เคย

 

สำหรับ เป๊ปซี่โค ประเทศไทย ผู้ผลิตและจำหน่ายมันฝรั่งทอดกรอบแบรนด์ Lay’s ได้พัฒนาโมเดลความร่วมมือกับเกษตรกรไทยอย่างเป็นระบบ เชื่อมโยงตั้งแต่การพัฒนาวัตถุดิบ การเพาะปลูก การจัดการหลังการเก็บเกี่ยว ไปจนถึงกระบวนการผลิตในโรงงาน ภายใต้แนวคิด PepsiCo Positive (pep+) ที่มุ่งสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมตลอดห่วงโซ่คุณค่า

 

 

นางสุริวัสสา สัตตะรุจาวงษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายองค์กรสัมพันธ์และรัฐกิจ ประจำประเทศไทยและอินโดไชน่า บริษัท เป๊ปซี่-โคล่า (ไทย) เทรดดิ้ง จำกัด กล่าวว่า

เป๊ปซี่โคให้ความสำคัญกับเกษตรกรผู้ปลูกมันฝรั่งในฐานะ “ฮีโร่ของอุตสาหกรรมอาหาร” เพราะเป็นกำลังหลักที่ทำให้ระบบอาหารสามารถเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน ปัจจุบันบริษัททำงานร่วมกับเครือข่ายเกษตรกรกว่า 4,830 ครัวเรือนใน 9 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง ลำพูน พะเยา ตาก เพชรบูรณ์ สกลนคร และนครพนม

ซึ่งสามารถผลิตมันฝรั่งได้รวมกว่า 100,000 ตันต่อปี โดยประมาณ 60% เป็นผลผลิตจากเกษตรกรไทย ขณะที่อีก 40% เป็นการนำเข้าจากต่างประเทศเพื่อรองรับความต้องการวัตถุดิบของอุตสาหกรรม

 

ปรับเกษตรสมัยใหม่สู่บริบทไทย

การปลูกมันฝรั่งในประเทศไทยถือเป็นความท้าทายสำคัญ เนื่องจากเป็นพืชเมืองหนาว ขณะที่ประเทศไทยอยู่ในเขตร้อน เป๊ปซี่โคจึงพัฒนาระบบการเพาะปลูกให้เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศ โดยอาศัยทั้งองค์ความรู้ทางวิชาการ เทคโนโลยีเกษตร และการทำงานใกล้ชิดกับเกษตรกร

โดยมีทีมงานด้านการเกษตรของบริษัท (Agro) ถ่ายทอดองค์ความรู้ตั้งแต่การคัดเลือกสายพันธุ์ การบริหารจัดการดินและน้ำ ไปจนถึงการใช้แนวทาง เกษตรแม่นยำ (Precision Agriculture) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพผลผลิตต่อไร่ ลดต้นทุน และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือเรื่องภูมิอากาศ เนื่องจากมันฝรั่งต้องการอุณหภูมิกลางวันและกลางคืนที่แตกต่างกันประมาณ 10 องศาเซลเซียส จึงจะเหมาะสมต่อการพัฒนาหัวมันฝรั่ง ทำให้พื้นที่ปลูกหลักอยู่ในจังหวัดภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย

 

 

โมเดล ต้นน้ำปลายน้ำ” 4 ขั้นตอน

หัวใจสำคัญของการบริหารจัดการห่วงโซ่อาหารของเป๊ปซี่โคคือกระบวนการผลิตแบบ End-to-End Value Chain ที่เชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

1. การจัดการหัวพันธุ์ (Seed Management) จุดเริ่มต้นของการเพาะปลูกคือหัวพันธุ์คุณภาพ โดยส่วนใหญ่ใช้หัวพันธุ์ รุ่นที่ 3 หรือ 4 ซึ่งมีความแข็งแรงและให้ผลผลิตสูง ปัจจุบันยังมีการนำเข้าหัวพันธุ์จากต่างประเทศเพื่อควบคุมโรคและรักษามาตรฐาน แต่บริษัทกำลังเร่งพัฒนาหัวพันธุ์ในประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าและเพิ่มความมั่นคงด้านวัตถุดิบ

2. การเพาะปลูกอัจฉริยะ (Smart Farming) พื้นที่ปลูกใน 9 จังหวัดยุทธศาสตร์ กลายเป็นพื้นที่ทดลองเทคโนโลยีการเกษตร เช่น การใช้ AI และโดรนสำรวจแปลง เพื่อตรวจสอบจำนวนต้นและตรวจจับโรคพืชตั้งแต่ระยะเริ่มต้น และการพัฒนา สายพันธุ์ทนร้อน เช่น สายพันธุ์ดอกสีม่วง เพื่อรับมือกับฤดูปลูกที่สั้นลงจากภาวะโลกร้อน

3. การจัดการหลังการเก็บเกี่ยว (Post-harvest Management) มันฝรั่งที่เก็บเกี่ยวจะถูกคัดแยกขนาดที่จุดรับซื้อในชุมชน ก่อนเข้าสู่ ห้องเย็นควบคุมการหายใจ เพื่อรักษาคุณภาพแป้งและน้ำตาลให้คงที่ ก่อนเข้าสู่กระบวนการแปรรูป

4. การผลิตและนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ (Manufacturing & Innovation) วัตถุดิบกว่า 100,000 ตันต่อปี จะถูกแปรรูปภายใต้มาตรฐานระดับโลก พร้อมการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น Lay’s สูตรโซเดียมต่ำ รวมถึงสินค้าใหม่เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคสุขภาพ

 

 

เรื่องเล่าจากไร่มันฝรั่ง รายได้ที่มั่นคงใน 3 เดือน

หนึ่งในตัวอย่างเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการคือ ภูรินท์ โชติมา ซึ่งเคยทำงานด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์และเปิดบริษัทในกรุงเทพฯ มากว่า 30 ปี ก่อนตัดสินใจย้ายมาใช้ชีวิตที่จังหวัดพะเยาและเริ่มต้นทำเกษตร ก่อนเข้าร่วมโครงการปลูกมันฝรั่งกับเป๊ปซี่โค ภายใต้ระบบเกษตรพันธสัญญาที่ช่วยสนับสนุนหัวพันธุ์และประกันราคารับซื้อ

 

“จุดเด่นของมันฝรั่งคือใช้เวลาปลูกเพียงราว 3 เดือน ต้นทุนเฉลี่ยประมาณ 15,000 บาทต่อไร่ โดยฤดูปลูกที่ผ่านมา เขาปลูก 5 ไร่ ลงทุนราว 80,000 บาท แต่ขายผลผลิตได้ประมาณ 260,000 บาท คิดเป็นรายได้เฉลี่ยเดือนละ 7–8 หมื่นบาท”


 

 

นอกจากนี้ ภูรินท์ยังนำเครื่องจักรและเทคโนโลยีมาใช้ เช่น เครื่องคัดขนาดหัวมันฝรั่งและโดรนพ่นปุ๋ย ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ขณะเดียวกันช่วงเก็บเกี่ยวต้องจ้างแรงงานในชุมชนกว่า 30 คนต่อวัน นับเป็นการสร้างรายได้หมุนเวียนให้เศรษฐกิจในท้องถิ่น

 

เกษตรกรรุ่นใหม่ กลับบ้านพัฒนาฟาร์ม

นอกจากเกษตรกรที่มีประสบการณ์แล้ว โครงการยังดึงดูด เกษตรกรรุ่นใหม่ ให้กลับมาพัฒนาพื้นที่เกษตรของครอบครัว

 

 

สุมิตรา ใจดี หนึ่งในเกษตรกรมือใหม่ เล่าว่า ก่อนหน้านี้เธอเรียนและทำงานในกรุงเทพฯ รวมถึงไปทำงานต่างประเทศกว่า 7 ปี ก่อนตัดสินใจกลับบ้านเพื่อดูแลพ่อแม่

 

“ปีนี้เป็นปีแรกที่เริ่มปลูกมันฝรั่งประมาณ 3 ไร่ และคาดว่าผลผลิตอาจสูงถึง 4,200-4,300 กิโลกรัมต่อไร่ ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยเดิมของครอบครัวที่เคยทำได้มาก่อน”


 

 

เพิ่มผลผลิตต่อไร่ รับมือโลกที่เปลี่ยน

สุดาทิพย์ อินเสาร ผู้จัดการฝ่ายส่งเสริมการเกษตรของบริษัท อธิบายว่า ภาวะโลกร้อนทำให้ต้องเร่งพัฒนาสายพันธุ์ที่เหมาะกับเขตร้อนมากขึ้น สายพันธุ์ยอดนิยมอย่าง Atlantic เริ่มให้ผลผลิตลดลง บริษัทจึงพัฒนาสายพันธุ์ใหม่ที่มี ดอกสีม่วง ซึ่งทนโรคและเก็บรักษาได้นานกว่า ขณะเดียวกันยังมีการประเมินผลผลิตก่อนเก็บเกี่ยวด้วยวิธี ขุดสุ่มตัวอย่าง และตรวจสอบค่าคุณภาพสำคัญ เช่น ค่าแป้งและน้ำตาล เพื่อให้ได้มาตรฐานก่อนส่งเข้าโรงงาน

 

 

ในช่วงปี 2564-2565 ราคาปุ๋ยปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากผลกระทบของสงครามรัสเซีย-ยูเครน บริษัทจึงปรับราคารับซื้อให้สอดคล้องกับต้นทุน พร้อมทั้งส่งเสริมการเพิ่มผลผลิตต่อไร่จาก 2.8 ตันต่อไร่ เป็น 3.4 ตันต่อไร่ ในอนาคตบริษัทตั้งเป้า ขยายพื้นที่ปลูกปีละ 10-15% และกำลังมองหาพื้นที่ใหม่ที่มีศักยภาพ เช่น จังหวัดพะเยาและน่าน

 

ความยั่งยืนที่เริ่มต้นจากผืนดิน

อานนท์ สุนทรนนท์ ผู้จัดการฝ่ายเกษตร ประเทศไทย กล่าวปิดท้ายว่า มันฝรั่งที่เห็นในแปลงปลูกคือจุดเริ่มต้นของผลิตภัณฑ์ Lay’s ที่วางจำหน่ายในตลาด

 

 

“เราทำงานร่วมกับทั้งเกษตรกรที่มีประสบการณ์และเกษตรกรรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นอนาคตสำคัญของประเทศ เพราะเรื่องอาหารคือปัจจัยหลักที่หล่อเลี้ยงสังคมไทย”


 

ในภาพรวม โมเดลความร่วมมือระหว่างเกษตรกรไทยกับเป๊ปซี่โค จึงไม่ใช่เพียงการผลิตวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมขนมขบเคี้ยว แต่เป็นตัวอย่างของการพัฒนา ห่วงโซ่อาหารที่สร้างคุณค่าร่วมกันทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ภายใต้แนวคิด “Creating More Smiles with Every Sip and Bite” ความยั่งยืนเริ่มต้นจากผืนดินในไร่มันฝรั่งของเกษตรกรไทย และเดินทางต่อไปจนถึงมือผู้บริโภคในทุกคำที่ลิ้มลอง

 

[อ่าน 2,961]
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
"กรมลดโลกร้อน-บ้านปู" ส่งเสริมชุมชนคาร์บอนต่ำ ติดโซลาร์ ตั้งจุดจัดการขยะอินทรีย์ ณ คลองสามวา
เขย่าแฟชั่นไทย! 3 ยักษ์ใหญ่ลุย Circular Fashion ชุบชีวิตเสื้อผ้าเก่า ลดขยะ ดันไทยสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน
ทีทีบีชวนคนไทย “เปลี่ยนความเชื่อ” เรื่องการเงิน ดันโซลูชันสินเชื่อคนผ่อนดี ตอกย้ำ Make REAL Change เพื่อชีวิตการเงินที่ดีขึ้น
Jobsdb by SEEK ขยาย SEEK TALKS สู่ภูมิภาคชูกลยุทธ์ด้านการบริหารคน ขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน
"ธ.ก.ส. ชวนชมรายการหอมแผ่นดิน กลิ่นไอเกษตร ลุย จ.นครพนม ชมนวัตกรรม "ผลิตภัณฑ์ทำผ้านิ่มจากยางนา"
CG Capital ประกาศความสำเร็จ “InterContinental Residences Bangkok Asoke” ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก
MAGAZINE UPDATE
Owner
DOUBLE D CREATION Co.,Ltd.
เอเวอร์กรีนวิว ทาวเวอร์ ชั้น 4
เลขที่ 22/43 ซอยบางนา-ตราด 56 ถนนบางนา-ตราด
แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพมหานคร 10260
Tel : 0-2751-4995-6
Mobile : 062-194-4561
Advertising
ติดต่อโฆษณา และ การตลาด
คุณศุภากร ยาตพงศ์ (บู)
Mobile : 08-1355-3636
Tel : 0-2751-4995-6
E-mail : market-plus@hotmail.com
info@marketplus.in.th
PR News
ส่งข่าวประชาสัมพันธ์
E-mail : info@marketplus.in.th,
market-plus@hotmail.com,
marketplus@hotmail.co.th
Copyright © 2016 DOUBLE D CREATION Co.,Ltd. All rights Reserved