
มร.อาซีม ปุริ ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัท ยูนิลีเวอร์ ประเทศไทย กล่าวว่า ความคาดหวังของผู้บริโภคในปัจจุบันกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าที่เคย นวัตกรรมจึงไม่เพียงเป็นการปรับปรุงตัวผลิตภัณฑ์ แต่ยังเป็นการคาดการณ์ความต้องการล่วงหน้า และการสร้างแบรนด์ที่ผู้บริโภคเลือกและไว้วางใจอยู่เสมอ
ประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญของยูนิลีเวอร์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีผู้บริโภคเป็นผู้กำหนดเทรนด์ใหม่ๆ ทั้งในด้านสุขภาพ ความงาม และการใช้ชีวิตประจำวัน โดยนำศักยภาพระดับโลกของยูนิลีเวอร์มาส่งมอบนวัตกรรมที่สอดคล้องกับความต้องการและไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคอย่างครอบคลุม เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภคไทยอย่างต่อเนื่อง
การขับเคลื่อนตลาดในประเทศไทยนั้น ยูนิลีเวอร์ จะชูในเรื่องของการใช้วิทยาศาสตร์ขั้นสูงสร้างผลิตภัณฑ์ที่ให้ผลลัพธ์เทียบเท่าการไปทำทรีตเมนต์ราคาแพง อาทิ การออกสินค้าในรูปแบบของเซรั่มปลูกผม (Sunsilk/Clear) ที่ผ่านการทดสอบทางคลินิกว่าช่วยให้ผมงอกใหม่ได้จริง ซึ่งหากไปคลินิกอาจต้องจ่ายหลักพันหรือหมื่นบาท แต่ยูนิลีเวอร์นำเสนอในราคาเพียง 179 บาท
ผู้บริหารของยูนิลีเวอร์ บอกว่า แนวทางการพัฒนานวัตกรรมของยูนิลีเวอร์ ประกอบด้วย 3 กลยุทธ์หลักที่จะขับเคลื่อนอนาคตอุตสาหกรรม FMCG ไล่ตั้งแต่
1.การเข้าใจผู้บริโภคด้วย Data, AI และ Insight โดยยูนิลีเวอร์มีการนำ AI ขั้นสูงและการวิเคราะห์ข้อมูล มาใช้ทำความเข้าใจความต้องการ พฤติกรรม และเทรนด์ทางวัฒนธรรมใหม่ ๆ ของผู้บริโภคแบบเรียลไทม์ การผสานข้อมูลธุรกิจ การค้นหา (Search) พฤติกรรมบนโซเชียลมีเดีย และเทรนด์ไลฟ์สไตล์
ทำให้ยูนิลีเวอร์ สามารถค้นพบข้อมูลเชิงลึก (Insight) ที่สามารถนำไปต่อยอดได้จริงอย่างรวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น และช่วยให้ยูนิลีเวอร์เล็งเห็นถึงความต้องการของผู้บริโภคที่ยังไม่ได้รับการตอบสนอง คาดการณ์ความคาดหวังที่กำลังเปลี่ยนแปลง และออกแบบนวัตกรรมที่สอดรับกับวิถีชีวิตจริงของผู้บริโภคได้อย่างตรงจุด โดยปัจจุบันเครื่องมือ AI ที่ใช้สามารถดึงข้อมูลเชิงลึกได้ภายในเวลาไม่กี่นาทีแทนที่จะต้องใช้เวลาหลายวัน ช่วยให้ตัดสินใจได้อย่างมั่นใจและรวดเร็ว ทั้งยังรับรองได้ว่านวัตกรรมใหม่ ๆ จะตอบโจทย์และมีเป้าหมายชัดเจน

ตัวอย่างในเรื่องนี้ก็คือ การออกสินค้าอย่างบรีส ซักด่วน (Breeze Quick Wash) นวัตกรรมพลิกโฉมการซักผ้าที่ยูนิลีเวอร์พัฒนาขึ้นในเวลาเพียง 15 เดือนด้วยเทคโนโลยีเอนไซม์ขั้นสูง การจำลองแบบด้วย AI และระบบหุ่นยนต์ โดยออกแบบมาเพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ยุคใหม่และพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เน้นความ “เร่งรีบ” และ “รวดเร็ว” โดยใช้ส่วนผสมที่ออกฤทธิ์เร็ว และเทคโนโลยี Pro-S ที่ทำงานทันทีเพื่อขจัดกลิ่นอับและคราบสกปรกที่ไม่หนักมากได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต่างจากผงซักฟอกทั่วไปซึ่งต้องใช้รอบการซักที่นานกว่า
2. 2. เปลี่ยนวิทยาศาสตร์เป็นนวัตกรรมที่มีคุณค่า โดยวิทยาศาสตร์ระดับโลกยังเป็นกลไกสำคัญที่ขับเคลื่อนนวัตกรรมและกลยุทธ์การเติบโตระยะยาวของยูนิลีเวอร์ซึ่งมีเครือข่ายการวิจัยและพัฒนา (R&D) ที่ล้ำสมัยที่สุดแห่งหนึ่งในอุตสาหกรรม FMCG ประกอบไปด้วยนักวิทยาศาสตร์กว่า 4,500 คน ผู้จบการศึกษาระดับปริญญาเอก (PhD) กว่า 500 คน และสิทธิบัตรมากกว่า 16,500 ฉบับทั่วโลก
ที่สำคัญ ยูนิลีเวอร์ยังคงเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ่านการจำลองแบบขั้นสูง (Advanced Modeling) ระบบหุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติ และการวิจัยที่ขับเคลื่อนด้วย AI โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาของยูนิลีเวอร์ในประเทศไทยมีนักวิทยาศาสตร์ 98 คนที่ร่วมกันคิดค้นผลิตภัณฑ์เพื่อตอบสนองความต้องการและเทรนด์ของผู้บริโภคชาวไทย พร้อมส่งออกไปยังตลาดโลก โดยมีผลิตภัณฑ์ชั้นนำมากมายที่พัฒนาขึ้นในประเทศไทย
อาทิ วาสลีน กลูต้า-ไฮยา (Vaseline Gluta-Hya) ทุกสูตร ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวกายเนื้อเซรั่มบางเบาที่แตกตัวเป็นเนื้อสัมผัสคล้ายหยดน้ำ มอบความชุ่มชื่นและกระจ่างใส เหมาะสำหรับสภาพอากาศร้อนชื้นโดยเฉพาะ และคนอร์ ผงมะนาว (Knorr Lime Powder) ใช้เทคโนโลยีการห่อหุ้มโมเลกุล (Encapsulation) ในการกักเก็บรสชาติของมะนาวแท้ไว้ภายในอนุภาคปกป้อง ช่วยคงรสชาติและกลิ่นหอมที่ทำงานเมื่อนำมาผสมกับน้ำ หรือระหว่างการปรุงอาหาร ให้รสชาติความเปรี้ยวของมะนาวแท้ที่สดชื่นและคงที่ทุกครั้งเมื่อนำมาใช้งาน ซึ่งเป็นรสชาติที่จำเป็นสำหรับเมนูอาหารไทย

“การผสานความเชี่ยวชาญทางวิทยาศาสตร์ระดับโลกเข้ากับความเข้าใจผู้บริโภคในท้องถิ่น ช่วยให้ยูนิลีเวอร์สามารถพัฒนานวัตกรรมที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม ไลฟ์สไตล์ และความต้องการที่แตกต่างกัน นอกจากนี้ ระบบการวิจัยและพัฒนาที่เชื่อมโยงถึงกัน และขีดความสามารถในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ดิจิทัล ยังทำให้การคิดค้นนวัตกรรมต่าง ๆ สามารถออกสู่ตลาดได้รวดเร็วยิ่งกว่าที่เคย”
3. พัฒนาผลิตภัณฑ์ด้วยแนวคิด “SASSY” สร้างความต้องการในวงกว้าง (Desire at Scale) ยูนิลีเวอร์มีหลักการสร้างสรรค์นวัตกรรมภายใต้กรอบแนวคิด SASSY ซึ่งประกอบไปด้วย Science (วิทยาศาสตร์), Aesthetics (สุนทรียศาสตร์), Sensorials (ประสาทสัมผัส), Shared by Others (การแบ่งปัน/บอกต่อ) และ Young Spirited (มีจิตวิญญาณของคนรุ่นใหม่)
ถือเป็นแนวทางในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ มอบประสบการณ์ และสร้างการมีส่วนร่วมกับผู้บริโภค โดยนอกเหนือจากประสิทธิภาพการใช้งาน บริษัทยังมุ่งเน้นสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่มีรูปลักษณ์สวยงามโดดเด่นน่าดึงดูดใจ เพื่อสร้างความผูกพันทางอารมณ์ และสามารถเป็นส่วนหนึ่งของเทรนด์ทางวัฒนธรรม และส่งเสริมประสบการณ์การใช้งานที่น่าตื่นเต้น
ด้วยการผสานข้อมูลเชิงลึกของผู้บริโภค ความคิดสร้างสรรค์ วิทยาศาสตร์ขั้นสูง และเทคโนโลยีดิจิทัล ยูนิลีเวอร์จึงพัฒนานวัตกรรมที่สามารถเชื่อมโยงกับผู้บริโภคได้ทั้งในโลกออฟไลน์และออนไลน์ อย่างเช่น โดฟ ยูวี เฟอรูลิก+ ยูวี รีแพร์ & โกลว์ แดเมจ เทอราพี (Dove UV Ferulic+ UV Repair & Glow Damage Therapy) ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ปัญหาผมเสียจากรังสียูวี ซึ่งพบได้บ่อยในประเทศที่มีอากาศร้อนและแดดจัด โดยมีส่วนผสมของกรดเฟอรูลิก (Ferulic Acid) ที่ช่วยปกป้องเส้นผมจากรังสียูวี หรือ ลักส์ สปาร์คกลิ้ง โกลว์ (LUX Sparkling Glow) ที่ผสานศาสตร์แห่งวิทยาศาสตร์น้ำหอม และเทรนด์การบำรุงผิวด้วยส่วนผสมพรีเมียม (Skinification) ในผลิตภัณฑ์เจลอาบน้ำ ผ่านเนื้อสัมผัสฟองไมโครออกซิเจนและกลิ่นหอมพรีเมี่ยมที่ช่วยสร้างความรู้สึกที่ดี
“เป็นสะท้อนแนวทางของยูนิลีเวอร์ในการเปลี่ยนนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์ให้กลายเป็นโซลูชันด้านความงามและการดูแลส่วนบุคคลที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างแท้จริง โดยกลยุทธ์การสร้างความต้องการในวงกว้าง หรือ “Desire at Scale” ช่วยให้ยูนิลีเวอร์นำนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ที่ช่วยสร้างความพึงพอใจที่มากขึ้นให้ผู้บริโภค สามารถสร้างการเติบโตทางธุรกิจได้ในทุกตลาดได้อย่างยั่งยืน”
ทั้งหมด เป็นกรอบกลยุทธ์ที่น่าสนใจ ที่ยักษ์ใหญ่อย่างยูนิลีเวอร์ ใช้ขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับตลาด FMCG ของบ้านเรา





