
ท่ามกลางโมเมนตัมนี้ Trip.com Group ผู้ให้บริการการท่องเที่ยวชั้นนำระดับโลก เดินหน้าเปิดวิสัยทัศน์บนเวที “Envision Global Partner Conference 2026” งานประชุมใหญ่ประจำปีที่รวมผู้นำอุตสาหกรรมท่องเที่ยว พันธมิตรสายการบิน โรงแรม องค์กรส่งเสริมการท่องเที่ยว และครีเอเตอร์กว่า 3,500 คน จาก 78 ประเทศและภูมิภาคทั่วโลก เพื่อร่วมมองทิศทางใหม่ของอุตสาหกรรมการเดินทาง
แกนหลักของปีนี้ชัดเจน คือการใช้ AI เทคโนโลยี และเครือข่ายพันธมิตร เป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนการเติบโตครั้งใหม่ พร้อมเปลี่ยนแพลตฟอร์มท่องเที่ยวจาก “ช่องทางจอง” ให้กลายเป็น “ระบบนิเวศการเดินทาง” ที่เชื่อมต่อผู้คน ธุรกิจ และจุดหมายปลายทางเข้าด้วยกัน

บนเวทีดังกล่าว มิสเจน ซุน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Trip.com Group ฉายภาพว่า อุตสาหกรรมท่องเที่ยวกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ของการเติบโต โดยปัจจุบันการท่องเที่ยวมีสัดส่วนราว 10% ของ GDP โลก และในปี 2568 มีมูลค่าสูงถึง 11.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่สำคัญยังเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่เติบโตเร็วที่สุด โดยมีอัตราการเติบโตสูงกว่าเศรษฐกิจโลกถึง 2 เท่า
ตัวเลขของ Trip.com Group เองสะท้อนภาพเดียวกันอย่างชัดเจน โดยปี 2568 ยอดการจองรวมบนแพลตฟอร์ม OTA ระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น 60% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่ยอดจองโรงแรมและตั๋วเครื่องบินขาออกพุ่งสูงกว่าระดับปี 2562 ถึง 140%
นอกจากนี้ มูลค่าการจำหน่ายตั๋วเครื่องบินชั้นโดยสารพรีเมียมและบริการเสริมยังเพิ่มขึ้นราว 60% ส่วนรายได้จากกลุ่มธุรกิจที่พักเติบโตมากกว่า 20% สะท้อนว่าดีมานด์การเดินทางไม่ได้กลับมาแบบชั่วคราว แต่กำลังขยายตัวเป็นคลื่นใหญ่ในหลายภูมิภาคทั่วโลก
Trip.com Group มองว่า การเติบโตของท่องเที่ยวรอบนี้ไม่ได้เกิดจากจำนวนคนเดินทางที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่เกิดจาก “คุณภาพของความต้องการ” ที่เปลี่ยนไป โดยอธิบายผ่านแนวคิด 3 Ds
นี่คือโจทย์ใหญ่ที่ทำให้แพลตฟอร์มท่องเที่ยวต้องเข้าใจผู้บริโภคลึกกว่าเดิม ไม่ใช่เพียงเสนอราคาดีที่สุด แต่ต้องเสนอ “ประสบการณ์ที่ใช่” ในเวลาที่เหมาะสม
หนึ่งในไฮไลต์ของ Envision 2026 คือการประกาศนำ AI และนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้กับบริการหลักของ Trip.com Group แบบครบวงจร ตั้งแต่สายการบิน โรงแรม รถไฟ สถานที่ท่องเที่ยว ไปจนถึงลูกค้าองค์กรและครีเอเตอร์
ในกลุ่มสายการบิน Trip.com Group ใช้ระบบวิเคราะห์ตลาดที่ขับเคลื่อนด้วย AI เพื่อช่วยให้พันธมิตรได้รับข้อมูลแม่นยำขึ้น และนำไปเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน
ในกลุ่มโรงแรม ระบบ One-click Personalisation และ Smart Carts สามารถสร้างยอดจองห้องพักเพิ่มขึ้นได้ถึง 10,500 คืนต่อวัน และยอดจองหลายห้องอีก 4,000 รายการต่อวัน
กลุ่มรถไฟมีแพลตฟอร์มบริการแบบครบวงจรที่เชื่อมต่อการเดินทางหลายรูปแบบ ช่วยผลักดันยอดขายการเดินทางแบบ rail-flight ให้เติบโต 50% เมื่อเทียบกับปีก่อน
ส่วนธุรกิจลูกค้าองค์กร Trip.Biz นำ AI agents มาใช้อนุมัติคำขอเดินทางเพื่อธุรกิจที่มีความเสี่ยงต่ำได้โดยอัตโนมัติ โดยมีอัตราอนุมัติมากกว่า 98% พร้อมระบุว่า Trip.Biz จะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายหาก AI เกิดความผิดพลาด
นี่สะท้อนว่า AI สำหรับ Trip.com Group ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือเสริมความสะดวก แต่กำลังถูกวางเป็น “โครงสร้างพื้นฐานใหม่” ของธุรกิจท่องเที่ยว ที่ช่วยให้การเดินทางเร็วขึ้น ฉลาดขึ้น และแม่นยำขึ้น
นอกจากการพัฒนาแพลตฟอร์มของตัวเอง Trip.com Group ยังประกาศสนับสนุนนวัตกรรมในอุตสาหกรรมผ่านรางวัล Trip.com Group Tourism Innovation Awards โดยมอบเงินรางวัลรวม 600,000 ดอลลาร์สหรัฐ ให้กับ 10 โครงการโดดเด่น ภายใต้กองทุน Tourism Innovation Fund มูลค่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ทิศทางนี้สะท้อนบทบาทใหม่ของ Trip.com Group ที่ไม่ได้ต้องการเป็นเพียงผู้ให้บริการจองการเดินทาง แต่ต้องการเป็นผู้ผลักดันระบบนิเวศท่องเที่ยวให้เติบโตไปพร้อมกัน ตั้งแต่จุดหมายปลายทาง ผู้ประกอบการ ไปจนถึงนักเดินทางทั่วโลก
อีกหนึ่งกลยุทธ์ที่น่าสนใจคือการผลักดันตลาดท่องเที่ยวขาเข้าประเทศจีน ซึ่งกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยในปี 2568 มีนักท่องเที่ยวขาเข้าราว 20 ล้านคน ใช้บริการผ่านแพลตฟอร์มของ Trip.com Group
ขณะเดียวกัน โครงการ Free City Tours ของบริษัทใน 4 จุดหมายหลัก สามารถต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วกว่า 30,000 คน จาก 127 ประเทศและภูมิภาคทั่วโลก ครอบคลุมเส้นทางอย่างเซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง ฮ่องกง และเซินเจิ้น
เพื่อขยายแรงดึงดูดของจีนในสายตานักเดินทางทั่วโลก Trip.com Group ยังดึง แจ็คกี้ ชาน หรือ เฉินหลง นักแสดงระดับตำนาน เข้ามาเป็นทูตการท่องเที่ยวจีนระดับโลกของ Trip.com Group เพื่อช่วยเชิญชวนผู้คนให้ค้นพบความลุ่มลึก ความหลากหลาย และวัฒนธรรมของจีน
จุดนี้ไม่ใช่แค่การใช้ “คนดัง” เพื่อสร้างภาพจำ แต่เป็นการใช้พลังของบุคคลที่มีความเป็นสากลสูง มาช่วยเล่าเรื่องจีนให้เข้าถึงง่ายขึ้น เป็นมิตรขึ้น และเชื่อมโยงกับนักเดินทางต่างชาติได้เร็วขึ้น
ก้าวต่อไปของ Trip.com Group ถูกวางอยู่บนหลักการ “Intelligence with Care” หรือการใช้ความฉลาดของเทคโนโลยีควบคู่กับความเข้าใจแบบมนุษย์
วิสัยทัศน์นี้แบ่งออกเป็น 3 แกนสำคัญ ได้แก่ การใช้ AI ช่วยให้การค้นหาและการจองสะดวกรวดเร็วขึ้น การผสาน AI เข้ากับวิจารณญาณของมนุษย์เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ และการเสริมความแข็งแกร่งของแพลตฟอร์มในฐานะผู้ให้บริการระดับโลกที่ดำเนินงานได้อย่างมั่นคงและสอดคล้องกับกฎระเบียบในแต่ละตลาด
ในยุคที่การท่องเที่ยวไม่ได้แข่งขันกันแค่ราคา แต่แข่งขันกันที่ความเข้าใจนักเดินทาง Trip.com Group จึงกำลังวางตัวเองเป็นแพลตฟอร์มที่เชื่อม “แรงบันดาลใจ” เข้ากับ “การเดินทางจริง” ผ่าน AI พันธมิตร และประสบการณ์ที่ออกแบบได้เฉพาะบุคคล
นี่คือภาพของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโลกยุคใหม่ ที่เทคโนโลยีไม่ได้เข้ามาแทนความเป็นมนุษย์ แต่เข้ามาช่วยให้การเดินทางของมนุษย์มีความหมาย ลื่นไหล และลึกซึ้งกว่าเดิม




