‘ภูริ หิรัญพฤกษ์’ Life is Balance
18 Apr 2018

          หากพูดถึงดารานักแสดงหนุ่มหล่อ ‘ภูริ หิรัญพฤกษ์’ เรียกว่าน้อยคนที่จะไม่รู้จักเขาคนนี้ นอกจากชื่อเสียงด้านการเป็นนักแสดงแล้ว อีกหนึ่งบทบาทที่สำคัญคือ การเป็นหัวหน้าครอบครัวที่มีภรรยาสุดสวยอย่าง แอน-อลิชา หิรัญพฤกษ์ และทายาทตัวน้อยๆ อย่างน้องริชา พร้อมกับอีกหนึ่งบทบาทในฐานะนักธุรกิจที่เราอาจเคยผ่านหูผ่านตามาแล้วบ้าง 


          ภูริ จบการศึกษาในระดับปริญญาตรีที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และระดับปริญญาโทที่คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เขาเริ่มก้าวเข้าสู่วงการด้วยงานโฆษณาในวัย 20 ปี และทำงานในวงการเรื่อยมา จนเมื่ออายุกำลังก้าวเข้าสู่วัย 30 กลายเป็นจุดเปลี่ยนความคิดที่อยากสร้างความมั่นคงให้กับตัวเองมากขึ้น ทำให้เขานำพาตัวเองเข้าสู่การวงการธุรกิจตั้งแต่ตอนนั้นเป็นต้นมา 


          ภูริเล่าให้เราฟังว่า “จริงๆ ผมเป็นคนทำหลายอย่าง หลายๆ คนอาจจะรู้จักในฐานะนักแสดง พิธีกร และมีธุรกิจส่วนตัว 2 อย่าง คือ โปรดักชั่นเฮ้าส์ ทำรายการท่องเที่ยวชื่อ Viewfinder Thailand จริงๆ ทำรายการท่องเที่ยวเพราะผมอยากไปเที่ยวแค่นั้นเอง เรามีเป้าหมายในชีวิตว่า ก่อนที่เราจะตายเราต้องทำในสิ่งที่เราอยากทำ ผมเชื่อว่าประสบการณ์ชีวิตสำคัญ ไม่ว่าจะประสบการณ์ที่ดีและไม่ดี ของผมคือประสบการณ์ท่องเที่ยว แอดเวนเจอร์ต่างๆ ผมเลยมาคิดว่าจะทำยังไงให้เราทำงานไปด้วย และได้ทำเป้าหมายในชีวิตไปด้วย”


          และอีกหนึ่งธุรกิจซึ่งเกิดจากความรัก ความหลงใหลในเสน่ห์ของ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน นำไปสู่การเปิดบริษัท Property Management เพื่อรวบรวมความฝันของคนที่อยากมีบ้านที่ปาย โดยการพัฒนาบ้านให้เป็นวิลล่า รวมถึงการบริหารบ้านของลูกค้าที่มีอุดมการณ์เดียวกัน เพื่อเปิดเป็นทั้งโรงแรมและรีสอร์ท ในนาม ‘ภูริปาย วิลล่า’ (Puripai Villa) โดยปัจจุบัน มีจำนวนห้องที่เป็นโรงแรมกว่า 20 ห้อง และวิลล่าอีกกว่า 10 หลัง 

 


          “ผมมองว่า หลายๆ คนมีวิธีการลงทุนของตัวเอง บางคนก็ไปลงทุนในตลาดหุ้น ผมก็เป็นหนึ่งในแมลงเม่าเหล่านั้น ลงทุนไป เงินก็หายไปหมด ก็เลยคิดว่ามันคงไม่ถูกจริตกับผม แต่เวลาผมไปซื้อที่ดิน เดินทางไปต่างจังหวัด ผมมีวิชั่นในการมองว่าที่ดินตรงนี้มันน่าจะดี มันน่าจะขึ้น ส่วนใหญ่มันไม่ค่อยพลาด ก็ลงทุนตรงนั้นเราก็ได้เงินกลับมาจากตรงนั้น ผมชอบปาย ผมรู้สึกผมไปแล้วผมมีความสุข ช่วงหน้าหนาว หน้าฝน ผมชอบไปอยู่ที่นั้นมาก ในอนาคตก็อาจจะมีทำที่ภูเก็ต  เพราะคิดว่าหน้าร้อนอยากจะไปอยู่ทะเล ก็เลยวางแผนจะไปพัฒนาที่นั้นต่อ สถานที่ที่ผมเลือกทำ ผมมองง่ายๆ คือ ผมต้องมีความสุขกับการดูแล Property เหล่านี้ ซึ่งมันก็ค่อนข้างทำเงินให้กับผมเหมือนกัน นอกจากนี้ ก็ซื้อที่ดิน ขายที่ดิน ไปเรื่อยๆ” 


          นอกจากหน้าที่การงานที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ภูริ ยังมีความชื่นชอบในเสน่ห์ของรถคลาสสิก และแน่นอนว่า นี่ก็เป็นอีกช่องทางทำเงินที่เกิดจากความหลงใหลเช่นเดียวกัน

 
          “บางคนคิดว่าซื้อรถแล้วเงินมันจะหายไป แต่ความจริงแล้วมันไม่ใช่ เพราะว่าผมไปลงทุนกับรถที่เป็นรถคลาสสิก ลงทุนกับรถที่มีราคา ซึ่งหลายๆ คนที่ไม่ได้รักรถก็อาจจะเจ๊ง ซื้อมาก็อาจจะขายขาดทุน ส่วนผมไปหารถราคาถูก แล้วก็เอามาซ่อมบำรุง แล้วก็ทำให้มันมีมูลค่ามากขึ้น อย่างรถผมแต่ละคัน มูลค่ามันเพิ่มมากขึ้น 100-150% ภายใน 5 ปี สำหรับในบรรดาของสะสม รถคลาสสิกราคาขึ้นเยอะที่สุด ใน 10 ปี ราคาขึ้นมา 470% ซึ่งตอนนี้ผมมีอยู่ประมาณ 3 คัน ก็ซื้อๆ ขายๆ ไปเรื่อยๆ ครับ ภรรยาจะไม่ค่อยอนุมัติ เพราะเขาจะไม่ค่อยเข้าใจ ซื้อทำไมรถ ต้องอธิบาย อธิบายไม่เข้าใจก็ต้องแอบไว้บ้านเพื่อน (หัวเราะ)”


          จากนักแสดง สู่การเป็นเจ้าของธุรกิจ ภูริ ได้บอกเล่าถึงความแตกต่างของแต่ละบทบาทหน้าที่ให้เราฟังว่า “การเป็นดารามันเป็นเหมือนลูกจ้าง รับจ้างอย่างเดียว แต่ในส่วนของธุรกิจส่วนตัว เราต้องเป็นทั้งผู้บริหาร เป็นเจ้านาย เป็นลูกพี่ เป็นเหมือนรุ่นพี่ให้คำปรึกษาแล้วก็เป็นคนที่วางแผนอนาคตให้กับองค์กร มันก็ค่อนข้างที่จะรับผิดชอบไม่เหมือนกัน แต่ว่าการที่เราเป็นผู้บริหารมันก็ดีอย่างหนึ่งที่ว่า เราจะมีเวลาพอสมควรที่เราจะมาให้กับครอบครัวเรา แต่ถ้าเป็นลูกจ้างอย่างเล่นละคร บางทีเราก็หายไปเลย 2-4 วัน แต่พอเราเป็นผู้บริหารเราก็เลือกเวลาได้เองว่าเราจะบริหารเวลายังไง การใช้ชีวิตมันก็ค่อนข้างจะมีอิสระ รายได้ก็ขึ้นอยู่กับเราแล้วแหละ ว่าเราโฟกัสมากน้อยแค่ไหน แต่มันก็เหนื่อยกว่า จริงๆ ถ้ามีงานแสดงเรื่อยๆ เล่นละครมันก็เพลินๆ ดีนะครับ แต่พอได้มาทำงานในสายอาชีพที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว การเดินทาง ผมก็คิดว่าผมมีความสุขกับตรงนี้” 

 


          นอกจากต้องแบ่งเวลาให้กับตัวเองในหน้าที่นักแสดง ดูแลธุรกิจ และทำรายการท่องเที่ยวซึ่งแต่ละทริปใช้เวลาหลายวันถึงขั้นเป็นเดือนแล้ว ครอบครัวก็เป็นอีกสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน การเฉลี่ยความสำคัญของทุกๆ อย่างให้พอดี จึงเป็นสิ่งจำเป็นในหน้าที่ผู้นำครอบครัว


          “ช่วงที่ผมใช้เวลากับลูกได้ ผมจะใช้เวลากับเขาให้มากที่สุด ปัจจุบัน เขาอยู่กับคุณแม่ของเขาค่อนข้างเยอะ  เพราะฉะนั้นเราจะต้องบริหารงานยังไงให้เราได้มีเวลาอยู่กับเขามากที่สุด หรือเวลาที่ถ่ายรายการทีวี ทริปหลังๆ ผมก็จะหาเรื่องเอาลูกไปด้วย เป็นทริปครอบครัว กระเตงลูกไปด้วย อยู่ในรถบ้านที่นิวซีแลนด์ พาไปเล่นหิมะที่ญี่ปุ่น และกลางปีเราก็มีแผนที่จะพาลูกไปเวียนนา คือ ในช่วงที่เขายังไม่เข้าโรงเรียน ผมสามารถกระเตงเข้าไปไหนได้ผมก็จะพาเขาไปด้วยทุกที่  ผมกับคุณแอน คุยกันว่าเราเป็นคนชอบเที่ยว เพราะฉะนั้นเราก็จะปลูกฝั่งให้ลูกเรามีประสบการณ์ชีวิตที่ดีในการเดินทางเหมือนกับเราตั้งแต่เด็ก” 


          ทั้งนี้ หากจะมองว่า เขาคือคนหนุ่มที่ประสบความสำเร็จทั้งในชีวิตการงาน และครอบครัวคงเป็นเรื่องไม่ผิด แต่กว่าจะมีวันนี้ได้ ต้องผ่านกระบวนการคิด วางแผนชีวิต และการใช้เวลาค้นหาตัวเองมาพอสมควร 

 

          ภูริ อธิบายว่า “ตอนที่อายุ 20 ปลายๆ ผมยังไม่มีอะไรเลย พอเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ก็เริ่มทำธุรกิจหรือเริ่มวางรากฐานให้กับตัวเอง ตอนนั้นผมตั้งเป้าไว้ว่า สัก 40 ก็อยากจะมีครอบครัวดีๆ นะ มีงานที่มั่นคง มีบ้าน มีรถ มีธุรกิจที่เรารู้สึกว่าเรามีความสุขกับมัน และมาถึงวันนี้เราก็ได้ทำในสิ่งที่เราตั้งใจ จริงๆ ปีหนึ่งเราก็ตั้งเป้าไว้ว่าจะเล่นละครสัก 2 เรื่อง แล้วก็เลือกบทที่เหมาะกับเรา เราก็มีความสุขกับการที่ได้ไปเล่นละคร มันเป็นอาชีพเสริมของเราไปแล้ว เพราะเราทำแล้วเรามีความสุข คนดูก็ยังไม่ลืมหน้าของเรา จริงๆ แล้วค่อนข้างวางแผนไว้มากกว่า ว่าภายในอายุเท่าไหร่เราอยากทำอะไร ตอนนี้เราก็มองไปถึงอายุ 50 – 60 แล้วว่า เราจะรีไทร์อย่างมีความสุขยังไง ก็เริ่มวางรากฐาน ทำธุรกิจที่ปาย ทำธุรกิจที่ภูเก็ตให้มันเลี้ยงตัวเองได้” 


           “ผมว่าผมโชคดีที่ได้ทำทุกอย่างด้วย Passion ของผม และ Passion ของผม มัน สามารถทำเงินกลับมาได้ ผมไปทำที่ปาย เพราะผมชอบที่นั้น และมันสามารถทำเงินทำรายได้ให้กับผม ผมทำรายการท่องเที่ยว มันก็มีรายได้เข้ามา แล้วผมก็เอาตรงนี้แหละมาเลี้ยงครอบครัว ฉะนั้น ผมคิดถ้าเราชอบทำอะไรแล้วเรามีความสุข ไม่ต้องตั้งหน้าตั้งตา ตั้งเป้าหมายว่าต้องมีเงินหมื่นล้านแสนล้าน เพราะมันคือสิ่งที่จะตามมามากกว่า” 

 


          เมื่อถามย้อนกลับไปว่า ตอนนี้มองตัวเองประสบความสำเร็จแล้วหรือยัง ภูมิ กล่าวว่า “ยังครับ คือจริงๆ แล้ว ไอ้เรื่องของการประสบความสำเร็จผมไม่สามารถบอกได้ คำว่าประสบความสำเร็จผมคิดว่าต้องให้คนอื่นเป็นคนวัด คนอื่นจะเป็นคนบอกเราว่าโอโห้ คนนี้ Success มากเลย ทำธุรกิจเก่ง มีทรัพย์สินเยอะ มีหน้าตาในสังคม แต่ถ้าถามผมว่า ตอนนี้มีความสุข พอใจกับชีวิตหรือยัง ผมก็รู้สึกว่าผมพอใจนะ พอใจในระดับที่ผมพัฒนาตัวเองมาได้ในระดับที่ผมไม่มีอะไรเลย จนผมมีธุรกิจ มีทรัพย์สิน มีครอบครัว มีความสุขกับชีวิตตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ถ้าถามผม ผมคิดว่าผมค่อนข้างประสบความสำเร็จพอสมควรกับชีวิตที่ผ่านมาในช่วง 10 ปี หลังจากเริ่มทำธุรกิจ แล้วบั้นปลายชีวิตจะเป็นยังไง เราก็ต้องต่อสู้ต่อไปเรื่อยๆ”


          สุดท้าย ภูริได้ฝากแนวคิดในการบาลานซ์ชีวิตเอาไว้ว่า “ชีวิตมันควรจะอยู่ในความพอดี ถ้าเราไปทางไหนแล้วเราเริ่มรู้สึกว่ามันเยอะเกินไป เช่น เราเดินทางเยอะเกินไป เราก็ต้องหยุดและหาเวลาอยู่กับครอบครัวให้มากขึ้น หรือถ้าเราอยู่กับครอบครัวจนไม่มีเวลาทำงาน เราก็ต้องหาเวลาไปทำงาน ให้ความสำคัญกับงานด้วย ไม่ใช่ละทิ้งไปซะทุกอย่าง ในหนึ่งวันผมคิดว่าผมและทุกๆ คนมีเวลาเท่ากันหมด อยู่ที่ว่าเราจะเลือกสมองของเราไปคิดในเรื่องไหน ให้มาก ให้น้อย ให้มันบาลานซ์ ให้มันดี ผมว่าตรงนี้เป็นสิ่งที่สำคัญในชีวิต แล้วก็ต้องคิดบวกไปเรื่อยๆ มีความสุขไปเรื่อยๆ อย่าไปคิดอะไรที่มัน Negative ในสมองเรา”

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ภูริต ภิรมย์ภักดี พลิกแนวคิดในวันที่ ‘สิงห์’ ต้องปรับตัว
ก้าวใหม่ของแบรนด์สูทมีสไตล์ "VVON SUGUNNASIL"
‘เอกชัย สุขุมวิทยา’ Believe in yourself
‘รุ่งโรจน์ ตันเจริญ’ มองโลก ให้หลายมุม
T247 ลูกฮึดครั้งล่าสุดของ ‘อิชิตัน’
DESIGN ARMY FROM GRAPHIC DESIGN TO EVERYTHING
MAGAZINE UPDATE
Owner
DOUBLE D CREATION Co.,Ltd.
เอเวอร์กรีนวิว ทาวเวอร์ ชั้น 4
เลขที่ 22/43 ซอยบางนา-ตราด 56 ถนนบางนา-ตราด
แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพมหานคร 10260
Tel : 02-751-4994-5
Mobile : 08-8246-2542
Advertising
ติดต่อโฆษณา และ การตลาด
คุณศุภากร ยาตพงศ์ (บู)
Mobile : 08-1355-3636
Tel : 02-751-4994-5
E-mail : market-plus@hotmail.com
info@marketplus.in.th
PR News
ส่งข่าวประชาสัมพันธ์
E-mail : info@marketplus.in.th,
market-plus@hotmail.com,
marketplus@hotmail.co.th
Copyright © 2016 DOUBLE D CREATION Co.,Ltd. All rights Reserved