'โอลิเวอร์' กิตติพงษ์ วีระเตชะ ‘Metaverse ต้องเดินไปด้วยกันทั้ง Ecosystem’
25 Dec 2021

 

Metaverse ที่กำลังกลายเป็น Jargon ติดปากผู้คนวันนี้ อีกทั้งแบรนด์ต่างๆได้ทยอยเข้ามาในโลกเสมือนนี้กันอย่างคึกคักสะท้อนให้เห็นว่า ประเทศไทยพร้อมที่จะเดินหน้าสู่ Metaverse แล้วหรือ และสภาพแวดล้อมที่มีผู้เกี่ยวข้องในโซ่อุปทานของ Metaverse มีความพร้อมหรือยัง และองค์ประกอบของ Metaverse มีอะไรบ้าง และเราจะเดินไปพร้อมกับการเข้ามาของ Metaverse ได้อย่างไร นี่คือมุมมองของ

'โอลิเวอร์' กิตติพงษ์ วีระเตชะ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านแบรนด์และการสื่อสาร บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น ที่ฉายภาพให้เห็นถึงคำตอบของคำถามเหล่านี้ในโลก Metaverse 

 

มีความเห็นอย่างไรกับการที่แบรนด์เปิดสโตร์และจับจองแลนด์ใน Metaverse ในตอนนี้

การเปิด Virtual Store ใน Metaverse นั้นต้องเข้าใจด้วยว่า นั่นไม่ใช่แค่ 'สโตร์' ที่เราเห็นเท่านั้น หากแต่มีองค์ประกอบอื่นๆ ด้วยจึงจะถือว่าเป็น'สโตร์' ที่สมบูรณ์ใน Metaverse เช่น อี-เพย์เมนต์, อี- คอมเมิร์ซ หรือแม้กระทั่งเรื่องสกุลเงินดิจิทัล และอื่นๆ เพื่อขับเคลื่อนให้ Alternated Experience (ประสบการณ์ทางเลือก) เกิดขึ้น

ทั้งที่ก่อนหน้านี้ เราคงเคยได้ยินถึง Virtual Experience หรือประสบการณ์เสมือนกันบ่อยๆ

แต่ต่อไป ประสบการณ์ที่พบกันจะมีความหลากหลายมากขึ้น

 

แล้วในส่วนของ ทรู เป็นอย่างไร

ถ้ามองจากระบบนิเวศ (Ecosystem) ของทรูก็ชัดเจนแล้วว่า ทรูได้สยายปีกจากบริษัท Telecommunication มาเป็น Complete Digital Lifestyle Company เรียบร้อยแล้ว และก็จะมีความสมบูรณ์แบบมากขึ้นด้วย

ทั้งนี้ เนื่องจาก ทรู มีฐานจาก 'อี-เพย์เมนต์' และ 'วอลเล็ท' ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ณ ขณะนี้  ที่สำคัญ ทั้ง 'อี-เพย์เมนต์' และ 'TrueMoney Wallet'[1] ก็ขึ้นแท่นเป็นสตาร์ทอัพระดับยูนิคอร์นอีกหนึ่งตัวของไทย ด้วยฐานลูกค้ากว่า 20 ล้านราย ซึ่งตรงนี้ถือเป็นจุดต่างของเราที่หากใครคิดจะกระโดดเข้ามาจะต้องเข้าใจธรรมชาติของลูกค้ากลุ่มนี้ด้วย เนื่องจากฐานลูกค้าเป็นกลุ่ม Non-Bank และลูกค้ากลุ่มเด็กๆ ที่ยังไม่มีบัตรเครดิต ซึ่งเราทำให้คนเหล่านี้สามารถเข้าถึงความต้องการทางด้านการเงินได้  

 

นอกจากนี้ เรายังมีระบบการชำระเงินแบบอื่นๆ อีก อย่างเช่น เมื่อปีที่แล้วที่เราทำ 'True Digital Card' ซึ่งถือเป็นอีกก้าวหนึ่งที่เรานำระบบการเงินที่ใช้ๆ กันในประเทศไทยไปแล้ว เนื่องจากเราสามารถนำบัตรนี้ไปให้ใครก็ได้ วิธีการใช้ก็เพียงแค่เติมเงินเข้าไป เมื่อเงินหมดก็สามารถเติมเงินเข้าไปใหม่ได้ หรือหากบัตรหายก็สามารถปิดบัตรได้ง่ายๆ จากมือถือของเรา โดยไม่ต้องโทรไปที่ธนาคาร

ดังนั้น นี่จึงเป็นการก้าวไปข้างหน้าของการแข่งขันหนึ่งขั้นแล้ว และเป็นหนึ่งในการสร้างประสบการณ์ที่สมบูรณ์แบบของทรู เนื่องจากสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องจริงที่เราได้จาก Consumer Insight จากการใช้ชีวิตประจำวันของผู้คน แล้วนำมาหาโซลูชั่นให้ดีขึ้น

 

แล้วการหาโซลูชั่นเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคใน Metaverse เป็นอย่างไร

ในช่วงเริ่มต้นของการเข้าสู่โลก Metaverse นี้ เราจำเป็นต้องดูพฤติกรรมผู้บริโภคควบคู่ไปด้วย อย่างการใช้เทคโนโลยีต่างๆ ที่มีวิวัฒนาการและเข้ามาปรับเปลี่ยนชีวิตของเรานั้น โจทย์สำคัญ คือ เราต้องไม่ทำให้ลูกค้ารู้สึกได้ว่า 'ยาก'

ยกตัวอย่างเช่น การทำ Virtual Store ในโลกเสมือนนั้น หากเปิดตัวศูนย์การค้าในโลกเสมือนแล้ว ไม่มีคนเข้าไปเดินก็ไม่มีประโยชน์ นอกจากนี้ ถ้าจะมองกันง่ายๆ ถึงยักษ์รีเทลอย่าง เซ็นทรัล, เดอะมอลล์ ฯลฯ ซึ่งต่างก็มีช่องทางออนไลน์ของตนเอง แต่ทำไมเรายังมีแพลตฟอร์มช้อปปี้, ลาซาด้า ฯลฯ อีก

เพราะนี่คือการสร้างความคุ้นเคยและประสบการณ์กับลูกค้าที่ต้องการความสะดวก ง่ายดายและไม่ซับซ้อน

ผมว่า เทคโนโลยีที่ดีที่สุดจะต้องทำให้คนรู้สึกว่า ไม่มีเทคโนโลยีนั้นๆ อยู่ตอนใช้งานจริง ไม่เห็นความซับซ้อนในโลกของเทคโนโลยี แต่สามารถทำให้ชีวิตดีขึ้น ดังนั้น จึงจำเป็นที่จะต้องมีความเข้าใจถึงความพร้อมในทุกองค์ประกอบของการบริหารโลกเสมือนจริงหรือโลกคู่ขนาน (Metaverse)

           

เมื่อพูดถึง Virtual Store ที่เปิดมา แต่ไม่มีคนเข้าไป ปัญหา Cyber Population กับ Place Metaverse เปรียบเป็นปัญหา 'ไก่กับไข่' หรือเปล่า ว่าอะไรควรเกิดก่อนกัน  

ทำนองนั้น เพราะสำหรับคนไทย ผมคิดว่า ยังต้องสร้างการยอมรับจนถึงระดับของการเป็น 'กระแสหลัก' (Mainsteam) เสียก่อน ยกตัวอย่างเช่น ตอนที่อี-คอมเมิร์ซมาเมื่อ 20 ปีก่อน ผมก็ถือเป็นคนไทยคนแรกๆ ที่ไปเรียนทางด้านนี้ และคิดว่าร้านค้าแบบ Brick & Mortar คงจะต้องตายไป แล้วทุกอย่างจะเป็นออนไลน์

แต่ถึงวันนี้ก็พิสูจน์ให้เห็นว่า ร้านค้าจริงๆ (Physical Store) ก็ยังอยู่ได้ และขยายสาขากันมากมาย ขณะที่ เซเว่น - อีเลฟเว่น ก็เข้ามาสู่ช่องทางออนไลน์ ฯลฯ เพราะนี่คือ Economy of Choice (เศรษฐกิจทางเลือก) ซึ่งเป็นเศรษฐกิจที่ใช้สินค้า/บริการมาเป็นตัวตั้ง และเห็นอะไรที่มอง 'ประสบการณ์เป็นศูนย์กลาง' (Experience Centric)ซึ่งจะก่อให้เกิดประสบการณ์รูปแบบใหม่ๆ ทำให้เกิดความต้องการ (อุปสงค์) และก่อให้เกิดระบบนิเวศที่สมบูรณ์แบบ Win-Win-Win ทั้งหมดทุกฝ่าย ทั้งเรา คู่ค้าและลูกค้า สิ่งเหล่านี้จึงจะเกิดได้

 

ต้องบอกว่า คนไทยมักจะตื่นเต้นกับคำใหม่ที่พูดกันบ่อยๆ เช่น ยุคหนึ่งเราก็พูดถึงแต่ AEC, 4.0 แล้วอะไรคือ 4.0

ฉะนั้น ผมจึงยังไม่เชื่อว่า จะมีสูตรสำเร็จสำหรับ Metaverse Marketing แต่ผมคิดว่า การเตรียมพร้อมและการมีระบบนิเวศที่สมบูรณ์แบบ จะช่วยให้ลูกค้าเข้ามาใช้ประสบการณ์ในโลกคู่ขนานได้อย่างลงตัว แต่ทั้งนี้ ก็ต้องอยู่ในช่วงของการทดลองและมีการวิวัฒนาการ (Experiment & Evolve) ตนเองไปกับตลาดด้วย

 

คิดว่า ช่วง Experiment & Evolve นี้จะใช้เวลายาวนานแค่ไหน

ตรงนี้ขึ้นอยู่กับว่า ใครจะเป็นคนจุดไฟให้โหมขึ้นมา (Ignite) แล้วเป็นการจุดไฟที่ทำให้จำเป็นต้องเกิดการเคลื่อนย้าย (Migration Force) ครั้งใหญ่ได้ สมมติว่า Facebook ออกฟีเจอร์ใดๆ ก็ตามที่เปิดให้เราสามารถใช้บริการนั้นๆ ได้ อย่างเสรี เช่น แต่เดิม Facebook ทำได้แค่โพสต์และคอมเมนต์เท่านั้น แต่เดี๋ยวนี้ Facebook สามารถไลฟ์สดได้แล้ว ซึ่งก็ทำให้สามารถไลฟ์ขายของได้ ดังนั้น Live-Commerce จึงเกิดขึ้นมา หรือใครก็ตามที่มีฟีเจอร์ที่ทำให้เกิดความสะดวกสบายกับลูกค้า ทำให้ลูกค้าสามารถทำธุรกรรมกับเราได้ดีกว่า

 

 

Experiment & Evolve ของโลก Metaverse จะต้องมีองค์ประกอบอะไรบ้าง

การทดลองหรือวิวัฒนาการไปร่วมกันในโลกของ Metaverse นั้นจะต้องดู 7 องค์ประกอบโซ่อุปทานของที่แบ่งกันเป็นชั้นๆ (Layer) คล้ายเปลือกหัวหอม ประกอบด้วย

  • Infrastructure เป็น Layer ที่อยู่ตรงกลางเหมือนไข่แดง นั่นคือต้องมี Connectivity ที่ดี มีความหน่วง (Latency) ต่ำ ซึ่งประเด็นนี้ สำหรับประเทศไทยเราผ่านได้แล้ว โดยมีส่วนประกอบ คือ 5G, WiFi6 แต่ตรงนี้อาจต้องไปกันถึง 6G แล้ว เพราะเทคโนโลยีจะมีวิวัฒนาการไปตลอด แต่ผู้ที่เก่งกว่าเทคโนโลยี คือ พฤติกรรมของมนุษย์นี่ละ เพราะพวกเราจะไม่เคย 'พอ' กับอะไร Layer นี้เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานทางด้านเทคโนโลยีและการเชื่อมต่อสัญญาณ รวมถึง ไมโครเทคโนโลยี[2] (Micro Electro-Mechanical Systems-MEMS), Cloud Based Computing และอื่นๆ  ยกตัวอย่างเช่น มือถือเครื่องใหม่ในโลกอนาคตจะไม่มีอะไรเลย แต่จะสื่อสารกับ Cloud  

 

  • Human Interface เป็นการสั่งงานโดยมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นการสั่งงานด้วยเสียง (Voice Command), Haptic[3] การสัมผัสหรือการสั่น, Wearable Gadget อุปกรณ์อัจฉริยะแบบสวมใส่ได้ เช่น แว่นตาอัจฉริยะ, นาฬิกาอัจฉริยะ ฯลฯ, Gesture Control การสั่งงานด้วยท่าทาง ฯลฯ สิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวเชื่อมระหว่างโลกแห่งความเป็นจริงและโลกเสมือนมาเจอกันได้ โดยมีมนุษย์เป็นตัวเชื่อมระหว่างอุปกรณ์กับเทคโนโลยี อย่าง Facebook เรามองเป็นแพลตฟอร์ม แต่ Apple นั้นมีระบบนิเวศและอุปกรณ์ของตนเองที่สามารถรองรับกลุ่ม Early Adopter ที่มีสัดส่วนเป็นจำนวนมากๆ ได้ ซึ่งคนเหล่านี้จะเป็นคนกลุ่มแรกๆ ที่จะนำมาสู่พฤติกรรมเหล่านี้

 

  • Decentralization เป็น Layer ของการทำงานแบบไร้ศูนย์กลาง เช่น บล็อกเชน, Edge Computing (การประมวลผลข้อมูลให้แสดงผลเร็วใกล้เคียงกับความเร็วของเครือข่ายมากที่สุด)[4], AI Agent[5], Microservice

 

  • Spatial Computing[6] เป็นการประมวลผลแบบไฮบริดจากข้อมูลโลกจริงและโลกเสมือนที่จะก้าวข้ามข้อจำกัดที่มีอยู่ทั้งหมด และช่วยให้เราสามารถเข้าไปใช้ประโยชน์จากพื้นที่สามมิติ รวมถึงการเข้าไปพัฒนาโลกความจริงด้วยประสบการณ์ที่เหนือกว่า ไม่ว่าจะเป็นการสร้างแอนิเมชั่น, การสร้างแผนที่แบบจีโอสปาเชียล (Geospatial Mapping) รวมถึงการจดจำวัตถุต่าง ๆ จากการเชื่อมโยงข้อมูลและอุปกรณ์ผ่าน Internet of Things (IoT) และเทคโนโลยีที่ใช้ระบุตัวตนของผู้คน เป็น Layer เกี่ยวกับการออกแบบ 3D Engine[7] (เอ็นจิ้น 3 มิติ หรือมักเรียกว่า 'เอ็นจิ้นเกม') เป็นระบบที่ใช้สำหรับการจำลองคอมพิวเตอร์เสมือน มักใช้ในวิดีโอเกม แต่มีแอปพลิเคชันที่ไม่ใช่ความบันเทิงอื่นๆ เอ็นจิ้น 3 มิติมีฟังก์ชันการใช้งานหลายด้าน ซึ่งทำงานร่วมกัน เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมเสมือนจริงที่สมจริง นอกจากนี้ ก็มี AR/VR/XR, Multitasking UI, Geospatial Mapping[8] ซึ่งหลักๆ คือการออกแบบประสบการณ์ การออกแบบเทคโนโลยีและการออกแบบภาษา (Language Design) เพื่อแสดงตัวตนหรือภาพให้เห็น  

 

  • Creator Economy ใน Layer จะมีกระบวนการไหลของงาน (Workflow), Design Tool (เครื่องมือที่ใช้ในการออกแบบ), Asset Market (ตลาดสินทรัพย์) อย่างเช่น NFT ซึ่งการจะเกิดในส่วนนี้ได้จะต้องมีฟากของอุปสงค์และอุปทาน ฉะนั้น ถ้าทำ Metraverse การจับมือกันเพื่อสร้าง เศรษฐกิจแห่งการสร้างสรรค์ร่วมกัน (Co-Creation Economy) จะมีความหลากหลายมากขึ้น ซึ่ง NFT ก็ถือเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนขึ้นและมีหลายแบรนด์ตามเข้ามา และเมื่อใดก็ตาม สินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset) ไปอยู่ในพื้นที่ดิจิทัล (Digital Space) นี่แปลว่า เราจะมี Shelf ที่ใหญ่มาก ฉะนั้น เท่ากับว่าอะไรก็สามารถที่จะเป็นสินทรัพย์ได้ ขึ้นอยู่กับเราจะสร้างสรรค์มูลค่า/คุณค่าอย่างไร

 

  • Discovery ใน Layer ที่ผู้คนเข้ามาค้นพบอะไรจากภาพรวม อาทิ เครือข่ายของโฆษณา (Ad Network), การรวบรวมกลุ่มโซเชียล (Social Curation), การทำเรตติ้ง, Agent, Store, Agent
  • Experience เป็น Layer ชั้นนอกสุดที่พูดถึงประสบการณ์ อาทิ โซเชียลต่างๆ, รูปแบบการดูคอนเทนต์รูปแบบใหม่ๆ, ประสบการณ์การจ่ายเงินที่ไร้รอยตอ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าไปช้อปปิ้งในโลกสมือนแล้วสามารถชำระเงิน ไม่ว่าจะเป็นการตัดบัญชีธนาคารหรือบัตรเครดิต, วอลเล็ท หรือแม้แต่ชำระด้วยสกุลเงินดิจิทัล

 

ดังนั้น จะเห็นได้ว่า 7-Layer ของ Metaverse นี้ที่จะชี้ชะตาว่า เราจะไปกันได้รวดเร็วแค่ไหน ขึ้นอยู่กับว่า ใครจะมีความสมบูรณ์แบบและทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งของยูสเซอร์ (User Insight) แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นกับบรรดาพี่ใหญ่ของแพลตฟอร์มระดับโลกด้วยว่ามีการขับเคลื่อนให้ยูสเซอร์สามารถมใช้งานได้ง่าย รูปแบบของการทำปฏิสัมพันธ์ก็จะเกิดขึ้น

 

มองการตลาดกับ Metaverse อย่างไร

ก่อนอื่น เราต้องไม่มองว่า อินเทอร์เน็ตเป็นแค่การเชื่อมต่อ

แต่เราต้องมองว่า อินเทอร์เน็ตคือการเชื่อมต่ออัจฉริยะ ไม่ใช่แค่การจับผู้ซื้อกับผู้ขายมาเจอกัน

แต่จะต้องมี Creator เข้ามาเป็น 'หมาก' เพิ่มเติม เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้ามาในโลกเสมือนได้

 

 

เพราะนี่เรากำลังพูดถึง 'ประสบการณ์ร่วม' เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า (Immersive Experience) บนโลกเสมือนจริงเหล่านั้น ซึ่งต่อไปกิจกรรมต่างๆ ในโลกเสมือนก็จะมีมากขึ้นด้วย ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยว, การเรียน, การเล่าเรื่องราวต่างๆ (Storytelling), การเล่นเกมต่างๆ (Gaming) หรือแม้แต่การเป็น Third Place เพื่อฆ่าเวลาและพาเราไปสู่ประสบการณ์อีกแบบที่เป็น Escaped Experience

 

เพราะฉะนั้น Metaverse คือ The Next Generation of Internet

ผมว่า Metaverse เป็นจุดเริ่มต้นที่หลายๆ แบรนด์เริ่มขยับตัวเองเข้ามา

 

แต่ผมคิดว่า ปัจจัยสำคัญ คือ เราต้องพาลูกค้าของเราไปด้วย และเราต้องให้เกียรติกับความเข้าใจของลูกค้าเรา พร้อมชี้ทางที่สะดวกและง่ายดายให้คนเหล่านี้ด้วย เพราะการที่เราจะพูดแต่เรื่องใหญ่ๆ แต่คนไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์ (Interact) กับสิ่งที่เราพูดก็ย่อมจะไร้ประโยชน์

 

อย่างไรก็ตาม ต้องบอกว่า 'โอกาส' เป็นของคนที่มี 'องค์ประกอบ' ของ 'ประสบการณ์เชิงดิจิทัล' (Digital Experience) อย่างสมบูรณ์และต้องดูว่า สินค้านั้นๆ มีความถี่ในการซื้อบ่อยแค่ไหน ดูความเป็นไปได้ เช่น ถ้าทรูจับมือกับ เซเว่น-อีเลฟเว่น การขับเคลื่อนก็จะง่ายกว่าหรือเปล่า ซึ่ง เซเว่น-อีเลฟเว่น เดลิเวอรี่ ตอนนี้ก็เริ่มได้รับความนิยมสูงขึ้นแล้ว ส่วน All Member เราก็มีฐานลูกค้าประมาณ 20-30 ล้านคนแล้ว

 

ตอนนี้มีแค่คนเข้าไปแตะๆ Metaverse ไว้ก่อน แต่ยังไม่มีอะไร คิดว่ากลางปีหน้าพอจะเห็นเป็นรูปธรรมหรือไม่

เป็นไปได้ เพราะ Facebook เมื่อเปลี่ยนเป็น Meta ก็จะได้เห็นการเคลื่อนย้ายผู้คนในโซเชียลให้เป็น Metaverse จากนี้ทุกคนก็จะได้เห็น Avatar Marketing และทุกคนก็จะสามารถเป็น Avatar ได้

ยกตัวอย่าง จากบริษัทในเครือตอนนี้ บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (MQDC) ซึ่งกำลังทำแคมเปญว่า ถ้าซื้อบ้านหลังหนึ่งของโครงการก็จะได้อีกหลังหนึ่งใน Translucia ซึ่งเป็นบ้านในโลกเสมือน (Metaverse) รายแรกของไทย และมีแนวคิดที่ต้องการสร้างสรรค์สังคมที่จรรโลงความดี

 

ฉะนั้นด้วยแนวคิดของ Translucia ที่ให้คะแนนกับผู้ที่ทำความดี เนื่องจากในปัจจุบันโลกของโซเชียลนั้นมีทั้งการนำเสนอทั้งเรื่องในด้านดีและด้านลบ เช่น ความฟุ้งเฟ้อฯลฯ

ทั้งนี้Translucia จะเพิ่มมูลค่าให้กับสังคมและโลกธุรกิจ อีกทั้งจะสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญต่อประสบการณ์การใช้ชีวิต และจะเชื่อมโยงกันระหว่างโลกจริงและโลกเสมือน (Virtual World) ที่สามารถส่งผลให้เกิดเป็นเศรษฐกิจรูปแบบใหม่โดยการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูงที่หลากหลายมาผสมผสานเข้ากับจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ เพื่อสร้างประสบการณ์ในรูปแบบใหม่ที่สอดคล้องไลฟ์สไตล์ของทุกคน รวมถึงการทำงาน การสร้างสังคม ความบันเทิง และทำกิจกรรมต่างๆ แบบไร้รอยต่อ โดยอาศัย Metaverse เป็นประตูหรือ Gateway สู่สังคมที่ MQDC ตั้งใจพัฒนาให้เป็นสังคมแห่งคุณภาพอย่างยั่งยืน

 

นอกจากนี้ ความเป็นรูปธรรมอื่นๆ ที่จะเห็นได้ใน Metaverse นั้น แบรนด์ก็จะต้องจับมือ เพื่อสร้างพลังผนึก (Synergy) ร่วมกับพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์อื่นๆ ด้วย ยกตัวอย่าง เช่น ทรูก็มีพันธมิตรคนสำคัญมาแต่เดิม นั่นคือ China Mobile ซึ่งเป็นผู้ให้บริการ 5G ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ฉะนั้น จะเห็นได้ว่า เรามี China Mobile เป็น 'พี่ใหญ่' ที่ได้ทดลองมาแล้วในตลาดที่ใหญ่ระดับโลกและเป็น Digital Fluency หรือมีความเชี่ยวชาญที่เกี่ยวกับโลกดิจิทัล แล้วก็เป็น Tech Company ที่เป็นผู้นำระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น Tencent, TikTok, Baidu ซึ่งพวกนี้จะมีการทดลองมาก่อนพวกเราและทำให้เราสามารถเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อจะมีทางลัดเพื่อไปสู่เป้าหมายให้ได้ เนื่องจากในการเดินหน้าสู่ Metaverse นั้นไม่ว่า Ecosystem, Infrastucture, Interaction ล้วนมีความสำคัญ

 

 

เป้าหมายของ ทรู จริงๆ แล้ว คือ อะไร

สำหรับทรู เราตั้งเป้าที่จะเป็น Driving Force of The Nation (แรงขับเคลื่อนของประเทศ) ในเฟสนี้เราต้องการทดลองกับ Used Case เพื่อให้เป็นประโยชน์กับลูกค้า และกับประเทศชาติให้ได้

เนื่องจากผมมองว่า ในการทำแบรนด์ เราต้องทำจาก 'ความน่าศรัทธา' 

จะเห็นได้จากทุกแคมเปญของเราที่มาพร้อมกับไอเดีย ยกตัวอย่างเช่น แคมเปญที่ออกมาเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งเราได้ทำ Used Case ให้เกิดขึ้นๆ จริงๆ ก่อนแล้วค่อยทำการสื่อสารออกมาสู่สาธารณะ อาทิ

'Come True with True 5G' แคมเปญที่ชวนคนไทยให้เข้ามาสัมผัสชีวิตอัจฉริยะผ่านเทคโนโลยีอัจฉริยะ True 5G ที่ยกระดับเครือข่ายและผลิตภัณฑ์ใหม่ให้แรงกว่า เร็วกว่า และครอบคลุมกว่า เพื่อสร้างเทคโนโลยีที่ทุกคนมีส่วนร่วมได้ เพื่อพลิกโฉมประเทศไทยให้คนไทยก้าวสู่โลกใหม่แห่งชีวิตอัจฉริยะที่ยั่งยืน

 

หรืออย่าง 'ครอบครัววรรธนะสิน' ที่มี 'เจ-เจตริน และ เจ้านาย' ในแคมเปญ 'ใครๆ ก็ใช้ทรู' นั่นเพราะเห็นแล้วว่า ลูกค้าเริ่มยอมรับและสัญญาณของทรูเริ่มครอบคลุม 77 จังหวัดแล้ว นอกจากนี้ ทรูก็มีถึง 7 ย่านความถี่ ซึ่งถือว่ามากที่สุดในประเทศไทย ทั้งนี้ การมีย่านความถี่มากก็เปรียบเหมือนถนนที่มีหลายเลน สามารถหลบหลีก หรือหลีกเลี่ยงความคับคั่งได้ ซึ่งการ้บสัญญาณโทรศัพท์ อินเทอร์เน็ตก็ใช้หลักการทำนองเดียวกัน และยิ่งจะแย่ลง หากมีลูกค้าก็ย่อมมีสูงมาก โอกาสที่สัญญาณจะแออัดจึงเป็นไปได้สูง

             

 

[1] การระดมทุนในรอบซีรีส์ C มูลค่า 150 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือราว 5,036 ล้านบาท ของ Ascend Money สตาร์ทอัพฟินเทคของไทยที่เป็นเจ้าของ TrueMoney ลงทุนโดย ‘เครือเจริญโภคภัณฑ์’ ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ นอกจากนี้ ยังมีบริษัทลงทุนจากสหรัฐอเมริกา Bow Wave Capital Management และ Ant Group ของอาลีบาบา เข้าร่วมระดมทุน ส่งผลให้ปัจจุบัน Ascend Money กลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่า 1,500 ล้านเหรียญและกลายเป็นสตาร์ทอัพยูนิคอร์นอีกตัวของประเทศไทย

 

[2] เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่มีขนาดเล็กมาก ๆ ในระดับที่ใหญ่กว่านาโนเทคโนโลยี ขนาดในระดับของไมโครเทคโนโลยี ทำให้บางครั้งทฤษฎีฟิสิกส์แบบเก่าไม่สามารถใช้ได้ เพราะว่าอัตราของพื้นผิวต่อปริมาตรที่มากของไมโครเทคโนโลยีทำให้ผลกระทบจากพื้นผิว เช่น ไฟฟ้าสถิตย์ และภาวะการเปียก (ความสามารถของของเหลวในการรักษาหน้าสัมผัสกับพื้นผิวของแข็ง) มีอิทธิพลเหนือ ผลกระทบจากปริมาตร เช่น แรงเฉื่อย หรือ Thermal Mass (ที่มา : วิกิพีเดีย)

[3] เทคโนโลยี Haptic หรือที่เรียกว่า Kinaesthetic Communication หรือ 3D Touch หมายถึงเทคโนโลยีใดๆ ก็ตามที่สามารถสร้างประสบการณ์การสัมผัสโดยใช้แรง การสั่น หรือการเคลื่อนไหวกับผู้ใช้ เทคโนโลยีเหล่านี้สามารถใช้เพื่อสร้างวัตถุเสมือนในการจำลองด้วยคอมพิวเตอร์ เพื่อควบคุมวัตถุเสมือน (ที่มา : วิกิพีเดีย)

 

[4] ที่มา : quickserv.co.th

[5] Agent เป็นโปรแกรมที่มีความสามารถในการกระทำ หรือเป็นตัวแทนในระบบอัตโนมัติต่างๆ (ที่มา: sites.google.com)

[6] ที่มา: metaversethailand.com  

[7]  ที่มา: www.netinbag.com

[8] ระบบการทำแผนที่ภาพถ่ายด้วยวิธีโฟโตแกรมเมตรี

[อ่าน 1,369]
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ณัฐเศรษฐ์ ไตรทิพย์เจริญชัย Brandverse อาสาพาแบรนด์สู่ Metaverse
'Metaverse' โลกอนาคตที่มาแน่
ระเฑียร ศรีมงคล แม่ทัพ X SPRING ชูกลยุทธ์ 'พันธมิตร – เงินทุน – ไลเซนส์'
เอไอเอ ประเทศไทย ชู 5 กลยุทธ์ ขับเคลื่อนองค์กรสู่ความเป็นหนึ่ง
'วีรพล สวรรค์พิทักษ์' มือปั้นแบรนด์ Eminent Air ให้ WoW ตลอดๆ
สุชาติ จริยาเลิศศักดิ์ อ.ส.ค. ชูยุทธศาสตร์ SMART G + A PLUS
MAGAZINE UPDATE
Owner
DOUBLE D CREATION Co.,Ltd.
เอเวอร์กรีนวิว ทาวเวอร์ ชั้น 4
เลขที่ 22/43 ซอยบางนา-ตราด 56 ถนนบางนา-ตราด
แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพมหานคร 10260
Tel : 02-751-4994-5
Mobile : 098-916-6395
Advertising
ติดต่อโฆษณา และ การตลาด
คุณศุภากร ยาตพงศ์ (บู)
Mobile : 08-1355-3636
Tel : 02-751-4994-5
E-mail : market-plus@hotmail.com
info@marketplus.in.th
PR News
ส่งข่าวประชาสัมพันธ์
E-mail : info@marketplus.in.th,
market-plus@hotmail.com,
marketplus@hotmail.co.th
Copyright © 2016 DOUBLE D CREATION Co.,Ltd. All rights Reserved