เศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนไป กับนัยต่ออุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ
03 Jul 2019

ปัจจุบันเศรษฐกิจโลกมีทิศทางการขยายตัวลดลง จากเดิมมีอัตราการขยายตัวร้อยละ 3.6 ในปี 2561 เหลือเพียงร้อยละ 3.3 ในปี 2562

โดยข้อมูลดังกล่าวเป็นตัวเลขประมาณการจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund: IMF) ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับข้อมูลการประมาณการอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจจากแหล่งอื่นๆ เช่น ธนาคารโลก โกลด์แมน แซคส์ หรือแม้แต่จากธนาคารแห่งประเทศไทยเองก็ตาม  

นอกจากนี้ ยังมีการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาและจีน ซึ่งเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลกเป็นอันดับที่ 1 และอันดับที่ 2 ตามลำดับ อีกทั้งการทำสงครามเพื่อกีดกันทางการค้าของทั้ง 2 ประเทศข้างต้นยังถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่กดดันเศรษฐกิจโลก ซึ่งอาจส่งผลให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวกว่าที่สำนักต่างๆ ได้คาดการณ์ไว้

ขณะที่ญี่ปุ่นซึ่งเป็นประเทศเล็กแต่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับที่ 3 ของโลกก็ขยายตัวเพียงร้อยละ 1 เท่านั้น เมื่อพิจารณาเศรษฐกิจในกลุ่มยูโรโซนก็ยังคงมีความวุ่นวายทางการเมือง (อิตาลี สหราชอาณาจักร) ที่ยังหาข้อยุติไม่ได้ เหตุการณ์เหล่านี้ย่อมส่งผลต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคในประเทศมหาอำนาจ และจะกระทบประเทศไทยที่เศรษฐกิจพึ่งพาการส่งออกเป็นหลักอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

มีอะไรเกิดขึ้นบ้างกับเศรษฐกิจของตลาดหลัก

เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกามีแนวโน้มชะลอตัวลง IMF ได้คาดการณ์อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา ในปี 2562 เหลือเพียงร้อยละ 2.3 เท่านั้นเมื่อเทียบกับอัตราการเติบโตของปีก่อนหน้าที่ร้อยละ 2.9

ซึ่งนอกจากสัญญาณการถดถอยของเศรษฐกิจ จะแสดงด้วยมาตรการตึงตัวของตลาดเงินจากการคงอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve System: Fed) ที่คงอัตราดอกเบี้ยต่อเนื่อง 3 ครั้งติดต่อกันแล้ว การที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะสั้นสูงกว่าการถือครองพันธบัตรในระยะยาวหรือที่เรียกว่า เกิด Inverted Yield ในตลาดทุนของสหรัฐอเมริกานั้น ก็เป็นอีกสัญญาณหนึ่งที่เริ่มชัดเจนขึ้น 

ภาคการผลิตของจีนขยายตัวต่ำอย่างชัดเจน นอกจากการประกาศขึ้นภาษีจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน ทำให้สินค้าที่ส่งออกจากจีนไปยังสหรัฐอเมริกาจะต้องถูกเก็บภาษีนำเข้าจากเดิมที่อัตราร้อยละ 10 เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 25 ซึ่งกระทบกับสินค้ากว่า 5,700 รายการ โดยมีผลบังคับใช้วันที่ 10 พฤษภาคม 2562 และประกาศจะเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีนทุกรายการที่เหลือเพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 25 อีกประมาณ 3,800 รายการ ซึ่งก็รวมถึงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับด้วย

ภายหลังจากที่มีการทำประชาพิจารณ์ในช่วงเดือนมิถุนายน 2562 ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของภาคอุตสาหกรรม (Manufacturing Purchasing Manager Index) ที่สะท้อนทั้งยอดคำสั่งซื้อใหม่ ปริมาณสินค้าคงคลัง สายการผลิต การส่งสินค้าซัพพลาย และการจ้างงานของจีนในเมษายนที่ผ่านมา ได้ลดเหลือเพียงระดับ 50.1 จากระดับ 51.4 ในช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า สอดคล้องกับดัชนีความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจของจีน (Business Confidence Index) ที่ลดลงที่ระดับ 50.1 ในช่วงเวลาเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจจีนยังคงมีปัจจัยบวกต่อเศรษฐกิจจากอุตสาหกรรมแห่งอนาคตภายใต้แผนยุทธศาสตร์ Made in China 2025 ที่จะมุ่งปรับภาพลักษณ์ของสินค้าจีนให้ได้รับการยอมรับด้านคุณภาพ ควบคู่ไปกับแนวทางการเป็นโรงงานของโลก ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการขยายตัวทางเศรษฐกิจของจีนทางหนึ่งในอนาคต 

ญี่ปุ่นประกาศขึ้นภาษีการบริโภค (Consumption Tax) แม้ว่าในปี 2562 เศรษฐกิจของญี่ปุ่นจะถูกคาดการณ์ให้เติบโตมากกว่าปี 2561 แต่ตัวเลขดังกล่าวก็ยังต่ำกว่า 2 ปีก่อนหน้าเกือบเท่าตัว อีกทั้งรัฐบาลญี่ปุ่นได้กำหนดให้มีการขึ้นภาษีการบริโภค (หรือที่เรียกว่าภาษีมูลค่าเพิ่ม) ในช่วงเดือนตุลาคม 2562

ซึ่งเป็นขึ้นภาษีครั้งที่ 2 จากร้อยละ 8 เป็นร้อยละ 10 โดยนำรายได้ดังกล่าวมาสนับสนุนด้านประกันสังคม เพื่อรองรับกับภาระค่าใช้จ่ายด้านผู้สูงอายุของประเทศ แต่การขึ้นภาษีดังกล่าวอาจไม่กระทบกับภาคการบริโภคของครัวเรือนมากนัก เนื่องจากมีการคาดการณ์ถึงการขึ้นภาษีดังกล่าวมาก่อนหน้านี้แล้ว 

ทิศทางการบริโภคสินค้ากลุ่มอัญมณีและเครื่องประดับในตลาดโลก

เมื่อทิศทางของเศรษฐกิจโลกอาจไม่รุ่งเรืองอย่างที่เคย การบริโภคอัญมณีและเครื่องประดับที่จัดอยู่ในกลุ่มของสินค้าฟุ่มเฟือยย่อมได้รับผลกระทบ โดยไตรมาสแรกของปี 2562 การนำเข้าสินค้าหมวดอัญมณีและเครื่องประดับของประเทศหลัก ได้แก่ สวิตเซอร์แลนด์ จีน ฮ่องกง และสหรัฐอเมริกา ต่างลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า

ยกเว้นจีนที่มีอัตราการเปลี่ยนแปลงสูงขึ้นกว่า 3 ตัว อันเป็นผลมาจากการนำเข้าทองคำที่ยังมิได้ขึ้นรูป ที่ก้าวกระโดดในไตรมาสแรกของปี 2562 แต่หากหักผลของการนำเข้าทองคำที่ยังมิได้ขึ้นรูปออกไปแล้ว พบว่ามีเพียงฮ่องกงเท่านั้นที่นำเข้าอัญมณีและเครื่องประดับลดลงในไตรมาสแรกของปีนี้ ที่ร้อยละ 0.16

สวิตเซอร์แลนด์

สวิตเซอร์แลนด์เป็นประเทศนำเข้าและส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับสูงเป็นอันดับที่ 1 ของโลก โดยอุตสาหกรรมดังกล่าว มีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างมาก หรือกล่าวได้ว่าเกือบ 1 ใน 3 ของมูลค่าการส่งออกของสวิตเซอร์แลนด์เป็นการส่งออกสินค้ากลุ่มอัญมณีและเครื่องประดับ โดยมีจีน อินเดีย และฮ่องกงเป็นตลาดส่งออกหลัก

สำหรับประเทศไทยนั้น สวิตเซอร์แลนด์เป็นตลาดส่งออกที่สำคัญของไทยเป็นลำดับที่ 2 รองจากฮ่องกง แต่จากแนวโน้มเศรษฐกิจโลกขาลง ได้ส่งผลให้ไตรมาสแรกของปีนี้ ไทยส่งออกเครื่องประดับแท้ไปยังสวิตเซอร์แลนด์ลดลงถึงร้อยละ 28.59 ส่วนการส่งออกทองคำที่ยังมิได้ขึ้นรูปยังคงขยายตัวร้อยละ 22.57 

ฮ่องกง

ในปี 2561 ฮ่องกงมีคะแนนประเทศที่ง่ายต่อการทำธุรกิจ (Ease of Doing Business) เพิ่มขึ้น 0.04 คะแนน อยู่ในอันดับที่ 4 (จาก 190 ประเทศทั่วโลก) เป็นรองนิวซีแลนด์ สิงคโปร์ และเดนมาร์ก ด้วยขั้นตอนของพิธีการทางศุลกากร และต้นทุนในการเริ่มทำธุรกิจ ฯลฯ ที่ต่ำกว่าประเทศอื่นในภูมิภาคโดยเปรียบเทียบ จึงทำให้ฮ่องกงเป็นทั้งแหล่งส่งออกสินค้าต่อ (Re-Export) และแหล่งชอปปิงของนักท่องเที่ยวทั่วโลก โดยมีอัญมณีและเครื่องประดับเป็นสินค้าส่งออกมูลค่าสูงเป็นอันดับที่ 3 รองจากสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ (พิกัด 85) และเครื่องจักร เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ (พิกัด 84)

ซึ่งในปี 2561 การส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับของฮ่องกงลดลงร้อยละ 21.77 อันเป็นผลจากการส่งออกสินค้ากลุ่มวัตถุดิบไปยังประเทศจีนลดลง ส่วนการนำเข้าจากตลาดโลกก็ลดลงเช่นกันที่ร้อยละ 8.27 ซึ่งอาจเป็นผลจากนักท่องเที่ยวจีนที่ลดลง เห็นได้ว่าแม้ฮ่องกงเองจะถูกจัดอันดับดีเพียงใด แต่หากเศรษฐกิจโลกซบเซา การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของฮ่องกงที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับภาคการบริโภคของคนในประเทศ ก็ย่อมเผชิญกับปัญหาเช่นกัน

สหรัฐอเมริกา

ในปี 2561 สหรัฐอเมริกานำเข้าอัญมณีและเครื่องประดับเติบโตขึ้นเล็กน้อยที่ร้อยละ 1.74 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แต่จากผลของการชะลอตัวและความกังวลใจต่อความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจในประเทศสหรัฐอเมริกา ทำให้การนำเข้าสินค้าดังกล่าวในไตรมาสแรกของปี 2562 ลดลงถึงร้อยละ 6.01 ทั้งนี้หากไม่รวมมูลค่าของการนำเข้าทองคำที่ยังมิได้ขึ้นรูปแล้ว ไตรมาสที่ 1 ของปีจะมีการนำเข้าเพิ่มขึ้นเล็กน้อยที่ร้อยละ 0.15 เท่านั้น

เมื่อพิจารณาเป็นรายสินค้าแล้ว เครื่องประดับเงิน เป็นสินค้าศักยภาพที่ไทยสามารถเจาะตลาดสหรัฐอเมริกาได้ โดยมีจีนเป็นคู่แข่งรายสำคัญ อย่างไรก็ตาม ด้วยทิศทางของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนที่ยังคงไม่มีข้อยุติ ส่งผลให้ในระยะสั้นสหรัฐอเมริกาอาจนำเข้าเครื่องประดับเงินจากไทยเพิ่มขึ้นแทน

แต่ในระยะยาวย่อมส่งผลลบต่อภาคเศรษฐกิจโดยรวม ทั้งต่อกำลังซื้อ อัตราแลกเปลี่ยน การส่งออกสินค้าขั้นสุดท้ายไปยังสหรัฐอเมริกา และการส่งออกสินค้าขั้นกลาง-วัตถุดิบ ไปยังประเทศจีน เป็นต้น

จีน

จากยุทธศาสตร์ Made in China 2025 ที่จะผลักดันและสร้างแบรนด์ให้จีนเป็นโรงงานของโลก รวมทั้งนโยบายการส่งเสริมการบริโภคในประเทศเพื่อลดการพึ่งพาเศรษฐกิจต่างประเทศ จึงทำให้แม้ว่าจีนจะเผชิญกับสงครามการค้าจากนโยบายของทรัมป์ แต่เศรษฐกิจภายในก็ยังคงมีเสถียรภาพ

โดยไตรมาสแรกของปี 2562 จีนนำเข้าทองคำที่ยังมิได้ขึ้นรูปอย่างมหาศาลเป็นมูลค่าถึง 12,305 ล้านเหรียญสหรัฐ จากที่ไม่เคยปรากฏตัวเลขดังกล่าวใน Global Trade Atlas ในปีก่อนหน้ามาก่อน ส่วนด้านการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับของจีน

โดยเฉพาะเครื่องประดับทอง (พิกัด 711319) มีทิศทางที่เริ่มเปลี่ยนไปสู่ตะวันออกกลางมากขึ้น ซึ่งอาจเป็นไปได้ถึงการแสวงหาตลาดส่งออกใหม่ ผ่านสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นประตูการค้าสู่กลุ่มประเทศในตะวันออกกลาง แทนการส่งออกสินค้าดังกล่าวไปยังตลาดเดิมอย่างสหรัฐอเมริกา

สำหรับประเทศไทย นอกจากการปรับตัวให้เท่าทันกระแสโลก และพยายามรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันจากการควบคุมต้นทุนควบคู่กับการรักษาคุณภาพของสินค้าแล้ว การแสวงหาตลาดใหม่เพื่อขยายโอกาสทางการค้าก็เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อรองรับกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจของตลาดเดิม

โดยกลุ่ม New Frontier Markets ในตะวันออกกลาง (สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ บาห์เรน ซาอุดิอาระเบีย คูเวต กาตาร์ และโอมาน) เป็นตลาดที่น่าสนใจผ่านประตูการค้าอย่างดูไบของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และโอมาน เช่นเดียวกับจีนที่อาจกำลังรุกตลาดเหล่านี้อยู่ก็เป็นได้


ข้อมูลโดย : ศูนย์ข้อมูลอัญมณีและเครื่องประดับ
สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน)

สมัครสมาชิกเพื่อติดตามข้อมูลได้ที่ infocenter.git.or.th ไลน์ไอดี git_info_center
หรือติดตามผ่านเฟซบุ๊ก
www.facebook.com/GITInfoCenter

[อ่าน 1,260]
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
“Lifestyle Accessories” จากถุงปูนสู่ “Must Have” ไอเท็มของสายแฟ
อาดิดาส ร่วมมือกับห้องปฏิบัติการแห่งชาติของสหรัฐ พัฒนานวัตกรรม
ครั้งแรกที่ไทย ครั้งแรกในโลก!! “นีเวีย” เปิดตัว “ลูมินัส 630” ปฏิวัติวงการฝ้าแดด
“สถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน” ผสานพลัง “เอสซีจี” ร่วมพัฒนาเทคโนโลยีแห่งอนาคต
SHR ปลื้มกระแสตอบรับหุ้น IPO ดีเยี่ยม ขาย 1,437,456,000 หุ้น หมดเกลี้ยง
Suning จับมือสำนักงานส่งเสริมการค้าอิตาลี เพื่อผู้บริโภคชาวจีน  
MAGAZINE UPDATE
Owner
DOUBLE D CREATION Co.,Ltd.
เอเวอร์กรีนวิว ทาวเวอร์ ชั้น 4
เลขที่ 22/43 ซอยบางนา-ตราด 56 ถนนบางนา-ตราด
แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพมหานคร 10260
Tel : 02-751-4994-5
Mobile : 08-8246-2542
Advertising
ติดต่อโฆษณา และ การตลาด
คุณศุภากร ยาตพงศ์ (บู)
Mobile : 08-1355-3636
Tel : 02-751-4994-5
E-mail : market-plus@hotmail.com
info@marketplus.in.th
PR News
ส่งข่าวประชาสัมพันธ์
E-mail : info@marketplus.in.th,
market-plus@hotmail.com,
marketplus@hotmail.co.th
Copyright © 2016 DOUBLE D CREATION Co.,Ltd. All rights Reserved