'CIS' ชี้โอกาสมีเสมอ แม้เศรษฐกิจซึมลง แนะ ‘ปรับตัว - ตามข่าว – กระจายเสี่ยง’
17 May 2022

 

ในโลกความเป็นจริงที่มีภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและเงียบเหงา อีกทั้งราคาน้ำมัน ต้นทุนสินค้า วัตถุดิบ ต่างก็ดาหน้ากันขึ้นราคา โลกการลงทุน ไม่ว่าจะเป็นสกุลเงินดิจิทัล ตราสาร หุ้น ทองคำหรืออื่นๆ ต่างก็ได้รับผลกระทบเชิงบวกและเชิงลบที่แตกต่างกันไปด้วยเหตุและปัจจัย ด้วยภาวะเช่นนี้ นักลงทุนจะมีโอกาสสร้างและบ่มเพาะความมั่งคั่งให้เติบโตเพิ่มขึ้นได้หรือไม่และทำอย่างไร...? จึงจะไม่เป็นแมงเม่า ไม่ลงทุนตามแห่เหมือนคนอื่นๆ หากแต่มีดุลพินิจ และการวินิจฉัยปัญหาได้อย่างแหลมคม

 

ณพวีร์ พุกกะมาน ผู้ก่อตั้ง Creative Investment Space (CIS) ได้เปิดใจถึงที่มาของ CIS และ กลยุทธ์การลงทุน พร้อมทั้งแบ่งปันความรู้ทางด้านการลงทุน และเรื่องระหว่างบรรทัด (Between The Line) ของการลงทุน เพื่อสะท้อนแง่มุมในเชิงปฏิบัติที่นักลงทุนจะนำไปใช้ได้จริงๆ ไม่ใช่แค่งานวิจัยเท่านั้น

 

 จุดประสงค์ของการก่อตั้งสถาบัน Creative Investment Space (CIS) คืออะไร 

เราต้องการสร้างชุมชนนักลงทุน เพื่อให้พบปะและแบ่งปันความรู้กัน ระหว่าง CIS กูรูทั้งใน และต่างประเทศ เทรดเดอร์ และนักลงทุนด้วยกันเอง โดยไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นนักลงทุนไทยหรือต่างชาติ และการให้ความรู้ก็ไม่ได้จำกัดว่า จะต้องเป็นผลิตภัณฑ์ทางการเงินแบบใด เพราะจากประสบการณ์ที่อยากถ่ายทอดให้กับชุมชนนักลงทุนก็คือ การที่เรามีความรู้เพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง ถ้าตลาดนั้นๆ เกิดวิกฤติเราจะไม่เหลืออะไรเลย แต่ถ้าเรามีความรู้ หรือทักษะการลงทุนประเภทต่างๆ เพิ่มเติม เช่น ตลาดการเงิน ตลาดอสังหาริมทรัพย์ ฯลฯ เราก็จะสามารถไปต่อได้ในทุกสถานการณ์ขอเพียงทุกคนรู้จักการปรับตัว หรือ Adaptation และคำๆ นี้ผมอยากเน้นกับทุกคน

 


ถ้าเรามีความรู้ หรือทักษะการลงทุนประเภทต่างๆ เพิ่มเติม เช่น ตลาดการเงิน ตลาดอสังหาฯ ฯลฯ เราก็จะสามารถไปต่อได้ในทุกสถานการณ์ขอเพียงทุกคนรู้จักการปรับตัว หรือ Adaptation


 

เราพบความท้าทายอะไรหรือไม่กับโลกการลงทุนปัจจุบัน

น่าจะเป็นคริปโทฯ เพราะเป็นเรื่องยากและเรื่องใหม่ที่ต้องมีการอธิบาย แต่ผมก็พยายามที่จะพูดให้เป็นกลางมากที่สุด เพราะในด้านหนึ่งเราเองก็ไม่แน่ใจว่า คริปโทฯ จะไปได้นานแค่ไหน (ตอนนี้เป็นขาลงของบิตคอยน์) แล้วทำไมมีเยอะมาก มีสกุลเงินเป็นพันๆ อีกทั้งมี Scam (การหลอกลวง) ด้วย ดังนั้น เราจึงต้องพูดถึงอย่างระมัดระวัง และเน้นพูดถึงสกุลเงินหลักๆ อย่างบิตคอยน์เป็นหลัก โดยที่จะไม่พูดถึงสกุลเงินอื่นๆ มากกว่านั้น เพราะถ้ายิ่งลงไปลึกๆ ก็จะยิ่งหลง ยิ่งเห็นความไม่ชัดเจน เพราะเมื่อผมถามตัวเองว่า ทำไมๆ ก็พบทางตัน ไปต่อไม่ได้

หรือว่าคริปโทฯ คือสิ่งที่สถาบันสร้างขึ้นมาหรือเปล่า หรือเป็นตัวรองรับเพื่อที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงระบบการเงินครั้งใหญ่ของโลกหรือเปล่า หรือเป็นการปฏิวัติระบบการเงินดั้งเดิมเพื่อผลประโยชน์ของใคร หรือนี่คือ Plan B ของวาณิชธนกิจ ที่นับวันจะเหลือเพียงไม่กี่แห่งจากปัญหาภายในของตนเอง จึงทำให้เกิดคริปโทฯ ขึ้นมา หรือเปล่า...คนทั่วไปมักคิดว่า บิตคอยน์มาจาก Satoshi Nakamoto (นามแฝงผู้ให้กำเนิดบิตคอยน์) เพื่อช่วยประชาชนทั่วไปจากสถาบันการเงิน และให้มูลค่าของเงินจริงๆ มาอยู่ที่เน็ตเวิร์ก

สำหรับผมเป็นคนที่ไม่เชื่ออะไรง่ายๆ ก็ตั้งคำถามกับตนเองเหมือนกันว่า นี่คือคำพูดสวยหรูทางการตลาดหรือเปล่า เพื่อให้คนทั่วโลก (แมงเม่า) เชื่อ เพราะที่ผ่านมา สถาบันเหล่านี้มักจะสอนหรือบอกให้คนทั่วไปทำในสิ่งที่ตนเองต้องการ

 

จะบอกว่านี่คือ กับดักทุนนิยมหรือ

ผมเริ่มมองไปทางนี้มากขึ้น เพราะความนิยมที่มีในคริปโทฯ เกิดขึ้นภายในระยะเวลาที่สั้นมากๆ ซึ่งส่วนหนึ่งก็อาจเป็นไปได้ เพราะปัจจัยกระตุ้นจากความแพร่หลายทางการสื่อสารทางดิจิทัล ที่เข้าถึงผู้คนได้มากขึ้น ทำให้ข่าวสารเข้าถึงผู้คนได้อย่างรวดเร็ว...รวดเร็วเกินไป...แบบที่เรียกได้ว่า ‘ปั่นกระแส’ นี่จึงทำให้คิดได้ว่าน่าจะมี ‘เบื้องหลัง’ หรือเป็น Plan B หรือเปล่า แต่อย่างไรก็ตาม ผมก็ได้เข้าไปทดลองลงทุนด้วยจึงต้องการเข้ามาแชร์มุมมอง ความรู้และประสบการณ์ให้นักลงทุนและผู้สนใจได้ฉุกคิดเหมือนกัน

 

แล้วคิดอย่างไรกับ Warren Buffet ที่ไม่สนใจลงทุนในคริปโทฯ เลย

นี่ยิ่งทำให้ยิ่งน่าคิด ทั้งนี้ อาจมองได้ว่า Warren Buffet อาจเป็นคนรุ่นเก่า แต่เขาก็เป็นคนร่วมสมัยมาก มีการอัพเดทอยู่เสมอกับโลกที่มีวิวัฒนาการใหม่ๆ เพราะเมื่อดูจากการลงทุนก็จะพบว่า เขาลงทุนใน Activision Blizzard บริษัทเกมยักษ์ใหญ่ที่สร้างเกมดัง เช่น Call of Duty และ Diablo, รถยนต์ไฟฟ้า BYD ของจีนและเป็นแบรนด์คู่แข่งกับ Tesla ฉะนั้น ทัศนคติของเขาที่ไม่อยากเกี่ยวข้องกับคริปโทฯ จึงกลายเป็นคำถามที่ถูกตั้งขึ้นในฝั่งของคริปโทฯ เพิ่มชึ้นไปอีกว่า คริปโทฯ มีไว้เพื่ออะไร

แต่ในทางตรงกันข้าม Elon Musk ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ก็บอกให้ลุยเลย ผมเชื่อว่าเขาก็ไม่กล้าที่จะเอาภาพลักษณ์ของตนเองมาเสี่ยงกับการทวีตเรื่องคริปโทฯ สังเกตุว่าก่อนหน้านี้ เขาเคยเงียบลงบ้าง หลังจากทวีตเกี่ยวกับ Dogecoin มากเกินไป และมีอยู่ครั้งหนึ่ง ที่เขาไม่ทวีตเรื่องอะไรพวกนี้เลยเกิน 6 เดือนด้วยซ้ำ เขาหยุดสื่อสารผ่านทวีตลงเพราะอะไร? นั่นเป็นสิ่งที่เราควรฉุกคิด ซึ่งเท่าที่ผมสังเกต เขาจะพูดในเชิงบวก

เขามีแต่ Pump ไม่มี Dump

แต่หลังจากที่เขาพ้นจากช่วงห้ามทวีตเขาก็กลับมาพูดใหม่ว่า แนวต้านของบิตคอยน์จะอยู่ที่ 67,000 เหรียญสหรัฐ แล้วผมก็บังเอิญไป Short ที่ราคานี้ด้วย แล้วราคามันก็ลงเรียกว่า ‘เป๊ะ’ มากเลย ขณะที่ Cathie Wood (ซีอีโอ และผู้ก่อตั้ง Ark Investment Management: ARK Invest) กลับเห็นไกลกว่าผมอีก เพราะมองว่า บิตคอยน์จะขยับขึ้นถึง 1 ล้านเหรียญสหรัฐ ทั้งที่ตอนนั้นราคาบิตคอยน์ยังไม่เท่าไร

 

เท่ากับความเห็นของ Influencer ระดับโลกมีความสำคัญกับโครงสร้างราคา

ใช่ครับ ผู้นำทางความคิดระดับนี้ไม่มีทางที่จะเสี่ยงเอาชื่อเสียงมาแลก อย่าง Elon Musk อาจมีทีมงานช่วยวิเคราะห์ด้วย แต่มากกว่านั้นคือ ความเชื่อถือที่มีต่อคำพูดของเขามากกว่า ด้วยว่า 67,000 ที่พูด คือ แนวต้านที่จากคำพูดของเขา ทั้งที่ในเชิงเทคนิคก็สามารถทำได้ถึง 68,000-69,000 แต่เมื่อเขาพูดแล้วราคาไม่ขึ้นต่อ

Donald Trumps ก็เช่นกัน ขณะที่ยังเป็นประธานาธิบดีก็ไม่กล้าที่จะแลกชื่อเสียงกับคำพูดของเขาเอง แต่ตอนนั้นเขากล้าทวีตว่า ราคาน้ำมันในตลาด Future จะอยู่ที่ราคา 15 เหรียญสหรัฐ ทั้งที่ตอนนั้นราคาน้ำมันในตลาด Future ตอนนั้นราคาติดลบมากๆ เพราะถ้ามีประเด็นขึ้นมา ก็จะมีปัญหาแน่นอนกับตำแหน่งทางการเมือง และผมก็บังเอิญช้อนที่ราคา15 เหรียญสหรัฐ และราคานี้ถือเป็นแนวรับที่ขลังมากๆ จริงๆ ด้วย แล้ววันนี้ราคาน้ำมันในปัจจุบัน 100 กว่าเหรียญสหรัฐ แต่ผมออกตั้งแต่ตอนที่ราคา 60 กว่าเหรียญสหรัฐ

 

 

เมื่อพูดถึงราคาน้ำมัน ขณะนี้มีการซื้อขายกันด้วยเงินรูเบิล และอียูก็ เสียงแตกกับการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ มีความเห็นกับเรื่องนี้อย่างไร

เรื่องการซื้อขายด้วยสกุลเงินรูเบิ้ล และการเขย่า ‘เปโตรดอลลาร์’[1] ถือว่าเป็นเรื่องที่ ‘ใหม่’ และ ‘ไม่คาดคิด’ กันมาก่อน และพอเดากันได้ว่า วันหนึ่งเงินสกุลดอลล่าร์สหรัฐจะมีปัญหา และหลายคนก็คาดว่าจะมีปัญหา รวมทั้ง James Rickards ผู้เขียนหนังสือเรื่อง Currency Wars: The Making of the Next Global Crises (2011) ก็มองว่า ‘Currency Wars' The End of US Dollar” หรือ สงครามของสกุลเงิน คือจุดจบของสกุลเงินดอลล่าร์สหรัฐ เขาพูดมานาน และบ่อยมากตั้งแต่ปี 2011 และปี 2018 ก็มีนักเขียนหลายคนรวมทั้ง Rickards ออกมาพูดในเชิงวิเคราะห์แบบเศรษฐศาสตร์ และการทำสถานการณ์จำลอง (Scenario) แบบต่างๆ แต่ไม่มีใครพูดถึงสกุลเงินรูเบิ้ลกับน้ำมันเลย อย่างไรก็ตาม ข่าวหรือเหตุการณ์นี้ น่าจะสนับสนุนเงินดอลล่าร์สหรัฐในตลาดอเมริกามากยิ่งขึ้น

เรื่องนี้เป็นเรื่องยากที่จะพยากรณ์ว่า อะไรจะเกิดขึ้น และอะไรคือความชัดเจน

แต่สิ่งที่เห็นชัดๆ คือ การพยากรณ์เกี่ยวกับปัญหาของเงินดอลล่าร์สหรัฐแน่ๆ 

เมื่อไร – ไม่ทราบ... ด้วยเหตุการณ์อะไร – ไม่ทราบ

นี่คือการวิเคราะห์เชิงเทคนิค บอกได้เลยว่าในอนาคตอันใกล้จะเกิดอะไรสักอย่าง ซึ่งเราจะต้องเตรียมพร้อมเกี่ยวกับราคาน้ำมันและสกุลเงินรูเบิ้ล ที่สำคัญเรื่องนี้อาจเป็นแค่ ‘น้ำจิ้ม’ แต่เรื่องร้ายๆ จะตามมามากขึ้น

อย่างไรก็ตาม กรณีรัสเซียและยูเครน เป็นที่น่าสังเกตว่า ทำไมเพิ่งมาเกิดตอนนี้ ทั้งที่มีความขัดแย้งกันมานาน ซึ่งมีการวิเคราะห์ถึงบุคลิกของประธานาธิบดีสหรัฐสองยุคว่า มีผลกับการก่อสงคราม แต่สำหรับผมจะมองถึงจังหวะเวลา และรอบของเวลา (Time Cycle) มากกว่า 

เหตุการณ์นี้ เกิดมาตั้งแต่ปีก่อน และฟองสบู่พร้อมที่จะแตกในปีนี้ ฉะนั้นน่าจะมีเรื่องที่ร้ายแรงเกิดขึ้นแน่ๆ นี่เรายังไม่ได้พูดถึงเรื่องเงินเฟ้อ, Stagflation คริปโทฯ ฯลฯ และอีกหลายๆ เรื่อง

 

จากสถานการณ์ที่ดูน่าสะพรึงเช่นนี้ หรือปีนี้จะ เผาจริงมี อะไรให้อุ่นใจกันบ้างหรือเปล่า

จริงๆ ต้องบอกว่า ผมเองก็เข้าไปเล่นคริปโทฯ เหมือนกัน และได้กำไรมาแล้ว

ในทุก ‘ลบ’ มี ‘บวก’

ในทุก ’บวก’ มี ’ลบ’

ผมอยากให้นักลงทุนลองเข้าไปแตะหลายๆ อย่าง ไม่จำเป็นต้อง ​‘รู้ลึก’ แต่ต้อง ’รู้กว้าง’ ไม่จำเป็นต้องมีความเชี่ยวชาญ หรือสมบูรณ์แบบ แต่เราจะต้องมี ‘อาวุธ’ ที่พร้อมจะปรับเปลี่ยนได้ทันที แต่ทั้งนี้ นักลงทุนจะต้องมีความรู้ในผลิตภัณฑ์ทางการเงินนั้นๆ เพื่อที่จะกระจายความเสี่ยงได้ และในวัฏจักรของ Wealth (ความมั่งคั่ง) จะมี Growth (การเติบโต) กับ Pull Back (การย่อตัวของตลาด) เพราะถ้าไม่มี Pull Back ตลาดก็จะ Growth และ Wealth  ต่อไม่ได้

กราฟจะอยู่ขาขึ้นตลอดไป มันเป็นไปไม่ได้ ถ้าเป็นขาขึ้นตลอดอย่างต่อเนื่องแบบดาวโจนส์นั้นมีจริง นั่นคือ กราฟขึ้นชันตลอด แต่มีการย่อตัวของตลาดแค่นิดเดียว อย่างผมมองในแง่ลบมากๆ เกี่ยวกับตลาด คริปโทฯ เมื่อช่วงไตรมาส 4/2021 และดาวโจนส์ ซึ่งมี ‘ช่วงย่อ’ เพียงแค่เล็กน้อย ขณะที่ตลาดยังเติบโตต่อเนื่อง แล้วช่วงเวลาไหนจะเป็น ‘ช่วงย่อของจริง’ ขณะเดียวกัน James Rickards ก็เตือนตลอดว่า โลกจะพบกับภาวะวิกฤติในปี 2022 แต่เทคนิคของการประยุกต์ใช้ข้อมูลจากนักเศรษฐศาสตร์เหล่านี้ คือ อาจต้องบวกช่วงระยะเวลาเผื่อไปอีก 1-2 ปี ทั้งนี้ ผมไม่ได้ว่า นักเศรษฐศาสตร์เหล่านี้วิเคราะห์ผิด หรือไม่เก่ง แต่ต้องชี้แจงว่า นักเศรษฐศาสตร์เหล่านี้เก่งมาก มีข้อมูลมากมายและวิเคราะห์ได้ดี  เพียงแต่เราต้องมีเทคนิคบวกระยะเวลาเผื่อๆ เอาไว้ด้วย

 


ที่ใครๆ บอกว่า โควิด-19 ทำให้ตลาดหุ้นลง แต่เมื่อไปดูย้อนจะพบว่า นี่แค่ ‘น้ำจิ้ม’ ไม่ใช่ ’ของจริง’ เพราะของจริง คือ ‘ต้มยำกุ้ง’ แล้วโควิด-19 เป็นแค่เพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น


 

 

ขณะเดียวกัน การลงทุนในแง่บวกนั้นผมมองที่ทองคำ เนื่องจากเดิมทีเรามักจะคิดว่า บิตคอยน์กับทองคำต้องเดินไปด้วยกัน เดินไปทิศทางเดียวกัน (CORRELATION ) ทว่า ที่ผ่านมามันอยู่ในช่วง Halving พอดี เพราะทุกๆ 4 ปีจะมีปรากฏการณ์สำคัญที่เรียกว่า Bitcoin Halving คือได้รับผลตอบแทนที่ได้จากการขุดบิตคอยน์ที่จะลดลงทุก 4 ปี และนับแต่เกิดบิตคอยน์ขึ้นมาบนโลก ก็เกิดปรากฏการณ์นี้มาแล้ว 3 ครั้ง โดยครั้งที่ 1 (ปี 2012) ผลตอบแทนลดลงจาก 50 BTC เป็น 25 BTC ครั้งที่ 2 (ปี 2016) ลดลงจาก 25 BTC เป็น 12.5 BTC และล่าสุด ครั้งที่ 3 (11 พ.ค. 2020) ลดลงจาก 12.5 BTC เป็น 6.25 BTC และคาดการณ์ว่า Bitcoin Halving ครั้งต่อไปน่าจะเป็น 13 มี.ค. 2024 และน่าจะลดจาก 6.25 BTC เป็น 3.125 BTC และหลังปรากฏการณ์ Halving ราคาบิตคอยน์ก็จะลง และครั้งนี้เรากำลังจะเจอกับ Halving รอบที่ 4 ในปี 2024 ผมก็จับเอาปี 2020-2024 มาหารครึ่ง ก็เท่ากับปีนี้คือ 2022 ซึ่งสะท้อนให้เห็นได้ว่า Halving ของ 2 ปีแรกจะเติบโต (Growth) 2 ปีหลังตลาดจะย่อ (Pull Back) แต่ตอนนี้ตลาดบิตคอยท์จะเริ่มซึม

แล้วที่ใครๆ บอกว่า โควิด-19 ทำให้ตลาดลง แต่เมื่อไปดูย้อนจะพบว่า นี่แค่ ‘น้ำจิ้ม’ ไม่ใช่ ’ของจริง’ เพราะของจริง คือ ‘ต้มยำกุ้ง’ แล้วโควิด-19 เป็นแค่เพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น และปี 2021 ก็ไม่ได้นับเต็มปี เพราะเริ่มจาก ก.พ. 2021 ณ ตอนนั้น ผมก็วิเคราะห์จากเหตุปัจจัยกับการวิเคราะห์ การคาดการณ์ และเดิมพันว่า 2022 มาแน่ ผมก็ไปสะสมสินทรัพย์ในดาวโจนส์ ด้วยการ Short (ทำกำไรในช่วงขาลง) แล้วมันก็เกิดขึ้นจริงๆ และได้กำไรจากส่วนต่างช่วงที่ดาวโจนส์ขาลง

อย่างตอนนี้มองว่า บิตคอยน์กับทองคำมีความสัมพันธ์กัน เมื่อเจอ Halving 2 ปีหลัง บิตคอยน์กำลังจะซึมลง แต่ราคาทองคำกำลังจะพุ่งขึ้น ก็ไปซื้อทองตอนที่ยังไม่แพง แล้วไปขายตอนที่ราคาทองคำขยับตัวพุ่งสูง

 

มองความถี่ / ระยะเวลาของการลงทุนว่า ควรเป็นอย่างไร

สำหรับการลงทุนในกลุ่มตราสาร/หุ้นกู้ จะเหมาะกับนักลงทุนที่ชอบลงทุนระยะยาว และนักลงทุนได้รับผลประโยชน์จากบริษัท หรือธนาคารที่ออกหุ้นกู้มากกว่า ขณะที่นักลงทุนที่เป็นกลุ่มซื้อขายระยะสั้น  ก็อาจซื้อขายกันเป็นรายชั่วโมงหรือภายในวัน แต่สำหรับผมจะลงทุนแบบนักลงทุนสถาบันที่นิยมลงทุนแบบรายไตรมาส นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ราคาหลักทรัพย์เปลี่ยนแปลงทุก 90 วัน ซึ่งนักลงทุนควรจับตามอง และเล่นด้วยตรรกะที่เป็นเหตุผลมากกว่า ไม่ใช่เล่นตามเพื่อน หรือเพื่อนพูดแบบนี้ ฯลฯ

 

มีคาถาอะไรให้กับนักลงทุนในช่วงที่เศรษฐกิจขาลงยาวๆ แบบนี้

มองจากตัวผมแล้วกัน ตอนนี้ผมถือเงินสดมากกว่าสินทรัพย์ที่มี เพื่อสร้างกระแสเงินสดให้กับตนเอง และเพื่อเตรียม ‘ตีแตก’ เผื่อมีโอกาสอำนวย เพราะนักลงทุนต้องอาศัย ‘โชค’ และ ‘ความเร็ว’ แต่ขณะเดียวกัน ตอนนี้ Cash ก็ยังไม่ใช่ Kingอีกต่อไป เพราะมีเรื่องคริปโทฯ เข้ามา กับมีประเด็นเรื่องการไม่ไว้วางใจกับระบบดิจิทัล หรือระบบการเงินในโลกแบบดั้งเดิม  อย่างพันธบัตรรัฐบาลก็ไว้ใจได้ว่าไม่เจ๊ง แต่ถ้าเป็นตราสารของบริษัทต่างๆ ก็มีแนวโน้มได้ว่า อาจจะเจ๊งได้ หากเศรษฐกิจไม่ดี หรือมีปัญหาภายใน ฯลฯ ทั้งนี้ การลงทุนผ่านหุ้นกู้ ตราสาร หรือกองทุน นักลงทุนต้องระวังการ ‘รวมขยะ’ เช่น นำขยะ 1 มารวมกับขยะ 2 แล้วนำมาตกแต่งใหม่เป็นสินค้าตัวใหม่ด้วย ฉะนั้น ‘เศรษฐีเกิดใหม่’ ก็เยอะ แต่ก็จะมี ‘เจ๊งเกิดใหม่’ ก็เยอะ

ดังนั้น นักลงทุนต้องจัดพอร์ตโฟลิโอของตนเองให้สมดุลด้วย เพื่อกระจายความเสี่ยง เช่น ตลาดหุ้นขาลง ก็ไปลงทุนกับสินทรัพย์อื่นๆ เช่น ซื้อกระเป๋า นาฬิกาแบรนด์เนมเพื่อการลงทุน ซึ่งเทคนิคของการซื้อก็ต้องซื้อรุ่นที่หายาก ผลิตจำนวนจำกัด รุ่นที่ได้รับความนิยม เพื่อที่จะเป็นสินทรัพย์และปล่อยเป็นเงิน สร้างสภาพคล่องให้กับตนเองได้ อย่างผมเองก็ซื้อสินค้าแบบนี้ด้วย เพื่อที่จะเป็นหลักทรัพย์ให้กับลูกของผมได้ หาก ณ วันหนึ่งที่เขาต้องการใช้เงินก็สามารถขายสินค้าเหล่านี้ได้ และสินค้าบางอย่างแค่ปีเดียวราคาขึ้นเป็นเท่าตัวก็มี อย่าง Chanel ปีก่อนราคา 2 แสนปีนี้ราคาขยับเป็น 3 แสน หรือนาฬิกา Patek Philippe บางรุ่นอาทิตย์ก่อนเช็คราคาอยู่ที่ 3 ล้านบาท ตอนนี้ราคาอาจจะปรับขึ้นเป็น 6 ล้านบาท เป็นต้น

           

ขณะที่นักลงทุนยังลงทุนตามๆ กัน CIS ทำหน้าที่ให้ความรู้กับคนเหล่านี้อย่างไร

เราทำหน้าที่ขยายมุมมองของนักลงทุนให้กว้างขึ้น และทำให้คนเหล่านี้มีทักษะในการซื้อขายมากขึ้น มีความรู้ในทุกมิติ มีความว่องไว และสามารถปรับเปลี่ยนได้ในทุกสถานการณ์ อีกทั้งให้นักลงทุนเหล่านี้ติดตามข่าวทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะข่าวต่างประเทศ เพื่อให้ทันสถานการณ์ และไม่ลงทุนกันแบบ ‘ตามแห่’ แต่ต้องมีทักษะและสามารถลงทุนได้อย่างชาญฉลาด

 


บทสัมภาษณ์ คอลัมน์ COVER STORY - MarketPlus Magazine Issue 145 May 2022


[1] สกุลเงินที่ทั้งโลกใช้ซื้อขายแลกเปลี่ยนน้ำมัน ด้วยสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น ทำให้มีชื่อเรียกว่า ‘เปโตรดอลลาร์’

 

[อ่าน 2,444]
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
SUCCESSMORE ส่งเป้า MOONSHOT สู่ปีที่ 10 มุ่งโต 50% ทั้งยอดขาย - สมาชิก
ดร.รวิดา วิริยกิจจา ‘S-Commerce คือ สปริงบอร์ดสำหรับ SME’
ความท้าทายของ ‘สมพล ตรีภพนารถ’ ปั้น ‘เอ็ม บี เค’ ให้มากกว่าแค่ศูนย์การค้า
ณัฐเศรษฐ์ ไตรทิพย์เจริญชัย Brandverse อาสาพาแบรนด์สู่ Metaverse
'โอลิเวอร์' กิตติพงษ์ วีระเตชะ ‘Metaverse ต้องเดินไปด้วยกันทั้ง Ecosystem’
'Metaverse' โลกอนาคตที่มาแน่
MAGAZINE UPDATE
Owner
DOUBLE D CREATION Co.,Ltd.
เอเวอร์กรีนวิว ทาวเวอร์ ชั้น 4
เลขที่ 22/43 ซอยบางนา-ตราด 56 ถนนบางนา-ตราด
แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพมหานคร 10260
Tel : 02-751-4994-5
Mobile : 098-916-6395
Advertising
ติดต่อโฆษณา และ การตลาด
คุณศุภากร ยาตพงศ์ (บู)
Mobile : 08-1355-3636
Tel : 02-751-4994-5
E-mail : market-plus@hotmail.com
info@marketplus.in.th
PR News
ส่งข่าวประชาสัมพันธ์
E-mail : info@marketplus.in.th,
market-plus@hotmail.com,
marketplus@hotmail.co.th
Copyright © 2016 DOUBLE D CREATION Co.,Ltd. All rights Reserved