
ตลอด 18 ปีที่ผ่านมา อาซาว่าเติบโตจากแบรนด์เสื้อผ้าสตรีระดับพรีเมียม สู่การเป็นกลุ่มธุรกิจแฟชั่น–ไลฟ์สไตล์ครบวงจร ภายใต้ 6 แบรนด์หลัก ได้แก่ Asava, Asv, WHITE Asava, Uniform by Asava, MOO Bangkok และร้านอาหาร SAVA THAI THAI FLAVOUR ซึ่งทั้งหมดสะท้อนวิธีคิดเดียวกัน คือ “ดีไซน์ที่เข้าใจชีวิตจริง”
พลพัฒน์ อัศวะประภา ดีไซเนอร์และผู้ก่อตั้ง Asava Group มองว่า ความแข็งแรงของแบรนด์ไม่ได้มาจากความหวือหวา แต่เกิดจากการพัฒนาสินค้าและบริการให้ตอบโจทย์ตลาดในแต่ละช่วงเวลา “วันนี้อาซาว่าไม่ใช่แค่แบรนด์เสื้อผ้า แต่คือธุรกิจที่เชื่อมแฟชั่น ดีไซน์ และไลฟ์สไตล์เข้าด้วยกัน”
ปัจจุบันรายได้หลักของกลุ่มมาจากธุรกิจแฟชั่นราว 80% และธุรกิจอาหาร 20% โดยในปี 2569 อาซาว่ากรุ๊ปตั้งเป้าให้ Asava เติบโต 20%, ASV โต 45% และ MOO Bangkok โต 40% สะท้อนกลยุทธ์การผลักดันแต่ละแบรนด์ตามศักยภาพและกลุ่มลูกค้าเฉพาะ
เบื้องหลังตัวเลขเหล่านี้ คือการวางแผนขยายธุรกิจอย่างระมัดระวัง ทั้งการปรับโฉมร้าน การเลือกทำเลที่แบรนด์ “เล่าเรื่องได้ดีที่สุด” และการเปิด Pop-up Store เพื่อทดลองตลาดใหม่ในหัวเมืองสำคัญ
หนึ่งในหัวใจของกลยุทธ์ คือการตอกย้ำความเป็นผู้นำในตลาด Ready-to-wear ควบคู่กับการขยาย Custom-made เพื่อตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะบุคคลที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในกลุ่มลูกค้าที่มองหาเอกลักษณ์และประสบการณ์ที่แตกต่าง
ขณะที่ Uniform by Asava ถูกยกระดับจาก “การตัดชุดยูนิฟอร์ม” สู่การออกแบบ Corporate Identity Design ให้กับองค์กรชั้นนำ และรุกตลาด Hospitality ซึ่งถือเป็นการส่งออก Service Identity ผ่านงานดีไซน์เสื้อผ้าอย่างแท้จริง

อีกหนึ่งแบรนด์ที่อาซาว่ากรุ๊ปให้ความสำคัญคือ MOO Bangkok ซึ่งกำลังต่อยอดจากแฟชั่นสู่ Lifestyle Items เพื่อสะท้อนตัวตนของผู้บริโภคยุคใหม่ได้ชัดขึ้น พร้อมขยายช่องทางไลฟ์สดควบคู่ร้านออฟไลน์
ผลลัพธ์ชัดเจน ยอดขายจาก Live ของ ASV และ MOO Bangkok เติบโตกว่า 100% เพราะผู้บริโภคต้องการเห็นสินค้าจริง มุมมองจริง และคำแนะนำด้านสไตลิ่งแบบเรียลไทม์ อาซาว่าจึงลงทุนต่อเนื่องในระบบดิจิทัลและ CRM เชื่อม Omni-channel ให้ไร้รอยต่อ โดยมองไกลกว่าแค่ยอดขายระยะสั้น
ในปีนี้ อาซาว่ากรุ๊ปมีแผนปรับปรุงสำนักงานใหญ่ย่านสุขุมวิท 45 พร้อมเตรียมเปิดร้านสาขาใหม่ในย่านใจกลางเมืองช่วงเดือนมีนาคม สะท้อนการขยับภาพลักษณ์แบรนด์ไทยสู่ Global Luxury ที่สอดคล้องกับตลาดเอเชียมากขึ้น
ขณะเดียวกัน ประสบการณ์จากการเปิด Pop-up Store ในจีน แม้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่กลายเป็นบทเรียนสำคัญ โดยในอนาคต อาซาว่ามอง “เซี่ยงไฮ้” เป็นหมุดหมายหลัก ก่อนค่อย ๆ ขยายไปยังเมืองศักยภาพอื่น
ตลาดตะวันออกกลางและเอเชียตะวันออก คือเป้าหมายหลักในระยะ 1–3 ปีข้างหน้า อาซาว่ากรุ๊ปพัฒนาระบบ Global E-commerce ผ่านเว็บไซต์ asavagroup.com และ moobangkok.com รองรับลูกค้าทั่วโลก เสริมด้วยโลจิสติกที่มีประสิทธิภาพ และการเข้าสู่ Marketplace เฉพาะกลุ่ม
พร้อมกันนี้ ยังมีแผนเพิ่มโชว์รูมและ Pop-up Store ในโซนเอเชีย เพื่อสร้าง Physical Touchpoints ให้ลูกค้าต่างชาติได้สัมผัสคุณภาพสินค้าและตัวตนของแบรนด์อย่างใกล้ชิด

ปัจจุบัน อาซาว่า กรุ๊ป ขยายบทบาทจากแฟชั่นแบรนด์สู่การเป็นกลุ่มธุรกิจแฟชั่น–ไลฟ์สไตล์ครบวงจร ผ่าน 6 แบรนด์หลักที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคหลากหลายเซ็กเมนต์ ได้แก่
Asava
แบรนด์แฟชั่นสตรีระดับพรีเมียม ที่สะท้อนความเรียบโก้ สง่างาม และงานตัดเย็บคุณภาพสูง เป็นหัวใจหลักของกลุ่ม และฐานลูกค้าที่เติบโตมากว่า 18 ปี
Asv
แบรนด์สำหรับหญิงสาวรุ่นใหม่ ถ่ายทอดความสนุก สดใส และมีพลังชีวิต เจาะกลุ่ม Gen Y–Z ที่ต้องการแฟชั่นเข้าถึงง่ายแต่ยังคงดีไซน์ชัดเจน
WHITE Asava
แบรนด์ชุดเจ้าสาวแบบ bespoke เน้นงานออกแบบเฉพาะบุคคล ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าระดับบนที่มองหาความพิเศษเฉพาะตัวในวันสำคัญ
Uniform by Asava
ธุรกิจออกแบบและตัดเย็บชุดยูนิฟอร์มองค์กร ที่ยกระดับจากเครื่องแบบทั่วไปสู่การสร้าง Corporate Identity ผ่านงานดีไซน์ โดยรุกตลาดองค์กรและกลุ่ม Hospitality อย่างจริงจัง
MOO Bangkok
แบรนด์เสื้อผ้าผู้ชายที่กำลังต่อยอดสู่ Lifestyle Items สะท้อนตัวตนผู้ชายยุคใหม่ พร้อมขยายฐานลูกค้าผ่านช่องทางดิจิทัลและ Live Commerce
SAVA THAI THAI FLAVOUR
ธุรกิจร้านอาหารไทย ที่ต่อยอดดีเอ็นเอด้านรสนิยมและประสบการณ์ สร้างสมดุลพอร์ตธุรกิจ และเพิ่มสัดส่วนรายได้กลุ่มไลฟ์สไตล์
อาซาว่าไม่ได้โตจากแบรนด์เดียว แต่เป็นการวางพอร์ตอย่างเป็นระบบ ครอบคลุม แฟชั่น–บริการ–ไลฟ์สไตล์–อาหาร

ตลอด 18 ปีที่ผ่านมา Asava เติบโตจากความเข้าใจผู้บริโภค การรักษาเอกลักษณ์ของแบรนด์ และการปรับตัวให้ทันเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลง ไม่ใช่การขยายตัวอย่างเร่งรีบ แต่เป็นการวางรากฐานอย่างมั่นคง
วันนี้ อาซาว่าไม่ได้เป็นเพียงแบรนด์แฟชั่น หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ ภายใต้วิธีคิดของ พลพัฒน์ อัศวะประภา ที่เชื่อว่า ความยั่งยืนคือการ “โตให้ถูกจังหวะ” และยังคงคุณค่าของดีไซน์ไว้ได้ในทุกก้าว





