
ภารกิจของ DIP ที่มุ่งยกระดับสินค้า GI ผสานความร่วมมือกับ Shopee
ขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจที่เชื่อมโยง “ชุมชน – เทคโนโลยี – ตลาด”
ต่อยอดจาก “อัตลักษณ์” สู่ “มูลค่า”
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา “สินค้า GI” หรือสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ที่สะท้อนถึงอัตลักษณ์และภูมิปัญญาของชุมชนได้อย่างลึกซึ้ง ได้กลายเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของประเทศไทย ท่ามกลางการเติบโตของตลาดดิจิทัล และการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น ผู้ประกอบการสินค้า GI ของไทยกำลังมุ่งสู่การขยายธุรกิจอย่างยั่งยืน พร้อมรักษาเอกลักษณ์และคุณค่าความโดดเด่นของสินค้าไทยให้คงอยู่
ทั้งนี้ กรมทรัพย์สินทางปัญญา (DIP) ภายใต้การขับเคลื่อนของอธิบดี “อรมน ทรัพย์ทวีธรรม” ในฐานะหน่วยงานหลักที่ทำหน้าที่ผลักดันสินค้า GI อย่างต่อเนื่องทั้งการยกระดับมาตรฐาน การสร้างความเชื่อมั่น และการขยายฐานตลาด โดยเฉพาะในยุคที่ “แพลตฟอร์มดิจิทัล” เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการเข้าถึงผู้บริโภคและการเติบโตของผู้ประกอบการไทย
การผนึกกำลังระหว่าง DIP และ Shopee จึงเป็น “พลังเชิงยุทธศาสตร์” (Strategic Synergy) ที่ช่วยผลักดันสินค้า GI ให้เติบโตอย่างยั่งยืน ผู้ประกอบการสินค้า GI สามารถส่งต่อธุรกิจของตนเองจากรุ่นสู่รุ่น พร้อมสร้างมูลค่าเศรษฐกิจให้กับประเทศได้สูงถึง 1.15 แสนล้านบาท
การเปลี่ยนผ่าน “อัตลักษณ์” สู่ “มูลค่า”
“สินค้า GI เป็นสินค้าที่มีความเชื่อมโยงกับพื้นที่และมีอัตลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่สามารถเลียนแบบได้”

คุณอรมนอธิบายเพิ่มเติมว่า “จุดแข็งของสินค้า GI อยู่ที่ “ความแตกต่าง” ซึ่งเกิดจากปัจจัยทางภูมิศาสตร์ ภูมิอากาศ และภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่ต่างก็มีผลทำให้สินค้าแต่ละชนิดมีคุณลักษณะเฉพาะ และสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้สูงกว่าสินค้าทั่วไป 2-5 เท่า และนับเป็นสินค้าระดับพรีเมียม
อย่างไรก็ตาม การยกระดับสินค้า GI ยังต้องเผชิญกับความท้าทายสำคัญ โดยเฉพาะ “การรักษามาตรฐานให้สม่ำเสมอ”
เนื่องจากคุณภาพของสินค้าเกษตรขึ้นอยู่กับปัจจัยธรรมชาติ อีกทั้งยังมีปัญหาการสวมสิทธิและการปลอมแปลงสินค้า ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค กรมฯ จึงได้พัฒนาเครื่องมือสำคัญอย่าง GI SMARTTRACE เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มา การปลูก การเก็บเกี่ยว และพิกัดแปลงปลูกได้สะดวกและรวดเร็ว ซึ่งช่วยสร้างความมั่นใจกับผู้ซื้อด้วยว่าเป็นสินค้าที่มาจากแหล่งผลิตที่ขึ้นทะเบียน GI
นอกจากนี้ ยังมีความท้าทายเกี่ยวกับการรับรู้ของผู้บริโภคไทยที่ยังจำกัด รวมถึงข้อจำกัดด้านปริมาณสินค้า เนื่องจากสินค้ามีขอบเขตพื้นที่ตามสถานที่ที่ขึ้นทะเบียนไว้เท่านั้น อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดนี้กลับกลายเป็น “จุดแข็ง” ที่ช่วยรักษาความพิเศษของสินค้า
เพื่อขับเคลื่อนสินค้า GI สู่การเป็นสินค้ามูลค่าสูง กรมทรัพย์สินทางปัญญายังให้ความสำคัญกับการ “ยกระดับคุณภาพ” เป็นอันดับแรกทั้งการควบคุมมาตรฐานการผลิต, การสนับสนุนการขึ้นทะเบียนในต่างประเทศ, การพัฒนาบรรจุภัณฑ์และภาพลักษณ์สินค้า ตลอดจนการใช้กลยุทธ์ Storytelling เพื่อถ่ายทอดคุณค่าของสินค้า และด้วยแนวทางดังกล่าวทำให้สินค้า GI ไทยสามารถก้าวเข้าสู่ตลาดพรีเมียม และแข่งขันในระดับสากลได้
สำหรับการสนับสนุนการขึ้นทะเบียนในต่างประเทศ คุณอรมนกล่าวว่า
“กรมฯ ส่งเสริมให้ขึ้นทะเบียนสินค้า GI โดยเฉพาะประเทศที่มีศักยภาพสูงในการคุ้มครอง และการพัฒนา GI เช่น สหภาพยุโรป (EU) และญี่ปุ่น เพื่อสร้างแต้มต่อทางการค้าและป้องกันการลอกเลียนแบบในระดับสากลของสินค้า GI 11 สินค้าใน 33 ประเทศ/กลุ่มประเทศ และอยู่ระหว่างการตรวจสอบคำขอขึ้นทะเบียน 3 คำขอใน 3 ประเทศ ได้แก่
เวียดนาม (มะม่วงน้ำดอกไม้สระแก้ว,ไวน์เขาใหญ่) ญี่ปุ่น (มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองพิษณุโลก, กล้วยหอมทองหนองบัวแดง, มะขามหวานเพชรบูรณ์) จีน (ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้, ส้มโอทับทิมสยามปากพนัง, มะขามหวานเพชรบูรณ์)
การสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันให้กับสินค้า GI จำนวน 254 รายการครอบคลุมทุกภูมิภาคทั่วไทย มีผู้ประกอบการสินค้า GI ประมาณ 1.02 ล้านราย แต่ที่ใช้ตราสัญลักษณ์ GI มีประมาณ 1.8 หมื่นราย แต่กระนั้น ก็ยังสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของสินค้าไทยในเวทีโลก
ทั้งนี้คุณอรมนกล่าวว่า “เมื่อพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป การเข้าถึงตลาดจึงไม่สามารถพึ่งพาช่องทางเดิมเพียงอย่างเดียว กรมทรัพย์สินทางปัญญา จึงได้ร่วมมือกับพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์อย่างแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซชั้นนำที่มีเครือข่ายและฐานลูกค้ากว้างขวางครอบคลุมอย่าง Shopee เพื่อให้เข้ามามีบทบาทสำคัญในฐานะ “ตัวเชื่อม” ระหว่างผู้ผลิตสินค้า GI จากชุมชนกับผู้บริโภคในวงกว้างทั้งในและต่างประเทศ โดยไม่จำเป็นต้องมีหน้าร้าน
นอกจากนี้แพลตฟอร์มของ Shopee ในฐานะพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ของกรมทรัพย์สินทางปัญญา กำลังทำหน้าที่เป็น ‘ตัวเร่ง’ สำคัญในการผลักดันสินค้า GI ไทยสู่ตลาดวงกว้าง ด้วยการรวมดีมานด์ และซัพพลายไว้บนแพลตฟอร์มเดียว พร้อมเปิดทางให้ผู้ประกอบการเข้าถึงผู้บริโภคได้ทันที และยกระดับการรับรู้แบรนด์ให้สินค้า GI โดดเด่นในตลาดออนไลน์
มากไปกว่านั้น Shopee ยังลงลึกถึงการสร้างศักยภาพผ่าน Shopee University ด้วยหลักสูตรจากผู้เชี่ยวชาญที่พัฒนาทักษะคอนเทนต์และการตลาดดิจิทัลแบบครบวงจร ตั้งแต่การออกแบบหน้าร้าน การไลฟ์สตรีม ไปจนถึงการวางแผนแคมเปญอย่างเป็นระบบ เพื่อเพิ่มการมองเห็น กระตุ้นการตัดสินใจซื้อ และสร้างความแตกต่างให้สินค้า GI ในสนามแข่งขันที่เข้มข้น
DIP x Shopee ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์เพื่อยกระดับเศรษฐกิจฐานราก

ความร่วมมือระหว่างกรมทรัพย์สินทางปัญญาและช้อปปี้ ถูกออกแบบให้เป็นมากกว่าการสนับสนุนด้านช่องทางการขาย คุณอรมนกล่าวว่า
“ปัจจุบันทั้งสองฝ่ายได้ร่วมกันตรวจสอบและจัดการสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ รายงานร้านค้าที่กระทำผิด สร้างสภาพแวดล้อมการซื้อขายที่ปลอดภัย ขณะเดียวกันยังมีแผนการดำเนินงานในระยะต่อไป อาทิ
การส่งเสริมการตลาด การจัดทำพื้นที่เฉพาะสำหรับสินค้า GI บนแพลตฟอร์ม การทำแคมเปญส่งเสริมการขาย และกิจกรรมออนไลน์ การพัฒนาศักยภาพ การอบรม Digital Skills และการตลาดออนไลน์ให้กับผู้ประกอบการ รวมทั้งการช่วยให้ผู้ประกอบการสินค้า GI สามารถจำหน่ายสินค้าไปยังตลาดต่างประเทศได้
ไม่เพียงเท่านี้ ในอนาคต DIP และ Shopee จะมีความร่วมมือที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้น เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการไทยและช่วยเปิดโอกาสการเติบโตที่มากขึ้น"

การขับเคลื่อนสินค้า GI อย่างมุ่งมั่นของคุณอรมนนั้น เธอกล่าวเพิ่มเติมถึงผู้ประกอบการสินค้า GI และผู้บริโภคว่า
“อยากให้ผู้ประกอบการชุมชนมีกำลังใจ โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่มีการผลิตสินค้าที่ดี มีเรื่องราว มีอัตลักษณ์ เราเชื่อมั่นว่า ยังมีช่องทางที่จะสามารถเพิ่มรายได้และไปต่อได้ ขณะเดียวกัน กรมฯ ก็อยากให้ผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายในวัยทำงานที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ
การซื้อที่คุ้มค่ากับเงินที่จับจ่ายช่วยกันสนับสนุนสินค้าจากชุมชนให้เติบโต เพื่อให้ธุรกิจท้องถิ่นที่สั่งสมด้วยภูมิปัญญาและประสบการณ์สามารถส่งต่อและต่อยอดสู่คนรุ่นใหม่ อันจะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากของชุมชนอย่างยั่งยืน”
ภายใต้การนำทัพของ คุณอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เธอตั้งเป้าว่า
“การเคลื่อนไหวเชิงกลยุทธ์ครั้งนี้จะสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจอยู่ที่ 1.15 แสนล้านบาท”
การเข้าสู่ตลาดออนไลน์ในปัจจุบันง่ายขึ้นกว่าที่เคย และเปิดโอกาสสำคัญให้ผู้ประกอบการสินค้า GI ไทยสามารถเพิ่มรายได้ ขยายตลาด และสร้างธุรกิจอย่างยั่งยืน ผ่านระบบนิเวศดิจิทัลของ Shopee ที่ช่วยให้ผู้ผลิตเข้าถึงผู้บริโภคได้กว้างขึ้น พร้อมยกระดับสินค้า GI จาก “สินค้าท้องถิ่น” สู่ “สินค้ามูลค่าสูงในตลาดสมัยใหม่” และเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคมีส่วนร่วมในการสนับสนุนชุมชนและสืบสานภูมิปัญญาไทยอย่างต่อเนื่อง
ความร่วมมือระหว่างกรมทรัพย์สินทางปัญญาและ Shopee จึงไม่ใช่เพียงโครงการหรือกิจกรรมระยะสั้น หากแต่เป็นการร่วมกันวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจดิจิทัล ผ่านความร่วมมือภาครัฐและเอกชนที่มุ่งเสริมสร้างมาตรฐาน ความน่าเชื่อถือ การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา และการพัฒนาตลาดอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ผู้ประกอบการ GI สามารถเติบโต ขยายโอกาสทางการค้า และสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคได้ในระยะยาว
นับเป็นภาพของการพัฒนาเศรษฐกิจที่เชื่อมโยง “ชุมชน – เทคโนโลยี – ตลาด” เข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมตอกย้ำบทบาทของแพลตฟอร์มดิจิทัลในฐานะโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนขีดความสามารถการแข่งขัน และอนาคตของเศรษฐกิจดิจิทัลไทยอย่างยั่งยืน





