2021 Marketing Trends / 6 เทรนดฺการตลาดในปี 2021
23 Feb 2021

 

2021 ถือเป็นปีแห่งความท้าทาย และเป็นแบบฝึกหัดชิ้นใหญ่ของนักการตลาด ขนาดที่ว่า โฟกัสของผู้บริหารระดับสูงสุดขององค์กรวมทั้งระดับ Chief หรือที่เรียกรวมๆ ว่า C-Level Executives ต่างก็เจอแรงกดดันจากอนาคตที่มีความไม่แน่นอน อันเกิดจากวิกฤติโควิด-19ที่มีคนบอกว่า วิกฤติครั้งนี้เป็น Covid-19 Disruption ที่ทำหน้าที่เป็น Game Changer ที่สำคัญและทำให้ผู้บริหารเหล่านี้โฟกัสที่ประสิทธิภาพและผลิตภาพ (Efficiency & Productivity) จนแทบจะลืมคิดถึงการเติบโตทางธุรกิจเสียด้วยซ้ำ

 

ทั้งนี้ รายงานเรื่อง 2021 Global Marketing Trends โดย Deloitte Insights ถึงผลการศึกษาที่เกี่ยวกับเทรนด์การตลาดของปี 2021 ที่สำรวจคนสองกลุ่มกับผู้บริโภคกลุ่มผู้ใหญ่ทั่วโลก รวมทั้งเอเชีย จำนวน 2,447 คนและกลุ่มผู้บริหารระดับ C-Level จำนวน 405 คน จากบริษัทระดับโลกในอมริกา เพื่อหวังจะที่ฉายภาพช่วยให้ CMO ทั่วโลกค้นพบวิธีที่จะพิชิตสงครามธุรกิจในใหม่นี้ ด้วยการใช้เทรนด์และกลยุทธ์ทางการตลาดล่าสุดจากการศึกษาของรายงานฉบับนี้

 

นี่คือ 6 เทรนด์การตลาดที่สำคัญที่จะเกิดขึ้นในปี 2021

1. ลูกค้ายุคนี้ให้ความสำคัญกับพันธกิจและอิมแพ็คทางสังคม

นี่เป็นเทรนด์ที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ ที่ว่า ชะตากรรมของโลกใบนี้แขวนอยู่กับบรรดาธุรกิจต่างๆ ที่จะต้องช่วยกันสะสางปัญหาทางสังคมที่หมักหมมหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ ทั้งนี้ ผลการสำรวจของ Edelman Trust Barometer กับกลุ่มตัวอย่าง 3.4 หมื่นคนใน 28 ประเทศก็บอกในทำนองนี้เช่นกันว่า ผู้คนต่างก็มองว่า บรรดาธุรกิจนี่ละเป็นกลุ่มที่มีความสามารถมากที่สุดที่จะช่วยแก้ปัญหาของโลกใบนี้ได้ แถมเชื่อว่าทำได้มากกว่ารัฐบาลหรือหน่วยงาน NGO ด้วยซ้ำ

บรรดาธุรกิจที่สามารถส่งพันธกิจทางสังคมในเชิงบวกได้ก็จะได้รับการสนับสนุนอย่างมากๆ จากผู้คน ยืนยันสมมติฐานตรงนี้ได้จากการศึกษาของ Deloitte ที่ระบุว่า

79% ของกลุ่มตัวอย่างสามารถจดจำแบรนด์ที่ได้ทำอะไรๆ ในเชิงบวกที่เกี่ยวกับโควิด -19 เพื่อช่วยเหลือลูกค้า พนักงานและชุมชนของตนเอง และในห้วงเวลาที่ยากลำบากนี้ บรรดาลูกค้าก็จดจำแบรนด์ที่เพิ่มมาตรการปกป้องพนักงานทั้งด้านสุขภาพและด้านความเป็นอยู่ที่ดี ตลอดจนแบรนด์ที่ทำการบริจาคเพื่อช่วยเหลือสังคมและชุมชน รวมทั้งแบรนด์ที่ลดเงินเดือนผู้บริหารระดับสูง

การจดจำแบรนด์ในเชิงบวกทำให้ได้ผลลัพธ์ดังนี้

  • 29% ยอมรับแบรนด์ในเชิงบวก
  • 19% ช่วยให้ลูกค้าเปลี่ยนใจมาซื้อง่ายขึ้น

ในทางตรงกันข้าม 26% ของลูกค้าบอกไม่ให้การสนับสนุนแบรนด์ที่ไม่มีการเพิ่มมาตรการเพื่อความปลอดภัยและสุขอนามัย รวมทั้งแบรนด์ที่ทำอะไรแย่ๆ ในช่วงโควิด -19

 

 

กรณีตัวอย่างที่รายงานฉบับนี้พูดถึงยูนิลีเวอร์ บริษัทสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ของโลกที่มีแบรนด์ที่เน้นสร้างความยั่งยืน 28 แบรนด์โดยมีผลิตภัณฑ์ที่มุ่งรักษาสิ่งแวดล้อมและเพิ่มอิมแพ็คในทางบวกต่อสังคม อย่างแบรนด์ Dove ที่ช่วยคนรุ่นหนุ่มสาว 35 ล้านคนทั่วโลก เพื่อให้การศึกษาให้เด็กเหล่านี้เห็นคุณค่าในตัวเองตั้งแต่ปี 2005 ทั้งนี้ แบรนด์ที่ เน้นสร้างความยั่งยืนของยูนิลีเวอร์นี้เติบโตเร็วกว่าธุรกิจอื่นๆ ของบริษัทถึง 69% และทำให้บริษัทเติบโตขึ้นถึง 75%

 

2. ลูกค้านับวันจะไปชุมนุมกันที่ออนไลน์โซลูชั่นมากขึ้นเรื่อยๆ

ในยุค New Normal ทั้งแบรนด์และนักการตลาดจะต้องปรับตัวให้เข้าใจถึงสภาพปัญหาของลูกค้าด้วยที่ช่วงนี้ต่างก็อุตลุดกับการใส่หน้ากาก การรักษาระยะห่างทางสังคม ฯลฯ ด้วยการอำนวยความสะดวกกับลูกค้าทั้งในแง่ของการสนทนาหรือการให้บริการกันทางออนไลน์ และไม่ต้องแปลกใจเลยที่ผลการวิจัยของ Deloitte ที่พบว่า ลูกค้ายอมรับดิจิทัลโปรดักท์มากถึง 63% และมีความชื่นชอบมากถึง 66% และ 58% ยินดีที่จะแชร์กับเพื่อนฝูงถึงแบรนด์ที่ตอบสนองกับยุค New Normal ได้อย่างรวดเร็วและเจ๋งกว่า ขณะที่บรรดาผู้บริหารมุ่งทำให้แบรนด์ปรากฏโฉมบนโซเชียลมีเดียมากขึ้น 67% และมีเพียง 35%เท่านั้นที่ฟีดแบคลูกค้าอย่างรวดเร็ว ด้วยการทำต้นแบบของข้อเสนอใหม่ๆ 

ดังนั้น นักการตลาดจึงควรที่จะโฟกัสกับการสร้างคอนเทนต์ที่มีความเกี่ยวข้อง ด้วยการนำเสนออะไรที่เป็นเทรนด์ใหม่ๆ และส่งต่อเมสเสจไปด้วย แล้วถ้าเป็นไปได้ก็ควรที่จะสร้างกระบวนการ CRM ในองค์รวมไปด้วย โดยให้มีพื้นฐานอยู่ที่การปฏิสัมพันธ์แบบดิจิทัลกับลูกค้าด้วย เพื่อการทำความเข้าใจและให้บริการได้ดีกว่าเดิม

กรณีตัวอย่างที่ Deloitte พูดถึงบริษัทผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคระดับโลกแห่งหนึ่งที่สร้างแพลตฟอร์มข้อมูลลูกค้าของตัวเอง และหลังจากที่มีการรวมฐานข้อมูลลูกค้ามากมายแล้วรีดออกมาให้เหลือจำนวนหนึ่ง ทีมงานจะต้องทำให้ข้อมูลเหล่านี้กลายเป็นโซลูชั่นทางการตลาดที่มีความเฉพาะเจาะจงกับตัวบุคคลมากขึ้น เรียกได้ว่าเจาะลูกค้าเรียงตัวแบบเดี่ยวๆ หรือ Tailor-Made ถึง 50 ล้านรายเลยทีเดียว

 

3. บริษัทที่ดี 'ตัวจริง' นั่นแหละจึงจะ 'ได้ใจ' ผู้บริโภค

ยุคนี้เป็นยุคที่ผู้บริโภคให้คะแนนกับคุณธรรมความดีของบริษัทและแบรนด์ แถมต้องตัวจริงเสียงจริงด้วย จะมาทำแค่สร้างภาพก็ดูออก ดูเป็น และไม่ได้ดูการประกาศคุณค่าทางสังคม (Social Value) ที่ประกาศออกมาสวยๆ เท่านั้น แต่มองกันง่ายๆ ไปถึงการปฏิบัติตนที่ดีต่อพนักงาน

Deloitte กล่าวว่า 82% ของลูกค้าอยากที่จะไปเยี่ยมชมบริษัทต่างๆ เพื่อให้มั่นใจได้ว่า บริษัทนั้นๆ ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงานจริงๆ และ 31% บอกเลยว่า พวกตนจัดเรื่องนี้เป็นความสำคัญอันดับแรกที่จะซื้อสินค้าของบริษัทนั้นๆ ซ้ำหรือไม่

แต่ที่ต้องคิดให้ได้ก็คือ สิ่งที่รายงานฉบับนี้บอกว่า ความสุขของพนักงานกับความสุขของลูกค้านั้นเชื่อมโยงถึงกัน แล้วลูกค้าก็มีแนวโน้มสูงถึง 1.6 เท่าที่จะซื้อสินค้าจากแบรนด์ที่มีมนุษยธรรมและให้ความใส่ใจอย่างแท้จริงกับคนอื่นๆ ขณะเดียวกัน พนักงานที่ทำงานกับแบรนด์ต่างๆ เหล่านี้ก็มีแนวโน้มที่จะได้รับแรงกระตุ้นกับการทำงานมากถึง 2.6 เท่า

 

บริษัทหรือแบรนด์ที่สามารถนำเสนอความตั้งใจดีอย่างแท้จริงจะช่วยทำให้บริษัทได้รับความไว้วางใจมากขึ้นจากลูกค้า ยกตัวอย่าง สายการบินเดลต้าที่เพิ่มมาตรการทำความสะอาดมากขึ้นในช่วงโควิด-19 ด้วยการตั้งแผนกใหม่ทั้งหมดและทำงานกับผู้เชี่ยวชาญจากภายนอก เพื่อพัฒนามาตรฐานการดูแลผู้โดยสารและพนักงานที่เรียกว่า CareStandards เพื่อรับมือกับโควิด-19 ซึ่งความตั้งใจจริงนี้เองทำให้จำนวนพนักงานที่ติดเชื้อต่ำกว่าอัตราการติดเชื้อโดยเฉลี่ยของประเทศ

ทั้งนี้  รายงานระบุว่า ตราบเท่าที่บริษัทรับมือกับปัญหาต่างๆ อย่างโปร่งใส ลูกค้าก็มีแนวโน้มที่จะซื้อสินค้ากับแบรนด์ที่เป็นคนดีศรีสังคมอย่างต่อเนื่องมากถึง 2.8 เท่า

 

4. ลูกค้าปรารถนาที่จะมีส่วนร่วมกับ 'การสนทนากับแบรนด์' (Brand Conversation)

กับประเด็นนี้ นักการตลาดควรที่จะเชื้อเชิญให้ลูกค้าเข้ามามีส่วนร่วมในการถกกับแบรนด์ ซึ่งบริษัทสามารถทำได้ โดยการเพิ่มความสนิมสนมกับแบรนด์อย่างที่เรียกว่า Brand Engagement ให้แนบแน่นมากขึ้น ทั้งนี้ Deloitte พบว่า 56%ของผู้บริโภคมี Brand Engagement อย่างน้อย 1 กิจกรรมในปีที่ผ่านมา และกิจกรรมเหล่านี้ก็สามารถทำได้หลายอย่าง เช่น เขียนรีวิวออนไลน์เกี่ยวกับแบรนด์ แล้วโพสต์ลงโซเชียลมีเดีย และนี่คือวิธีการสร้าง Engagement ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด

  • 32% มีส่วนร่วมกับการพูดคุยทางออนไลน์
  • 28% เขียนรีวิวออนไลน์   
  • 21% ให้คำแนะนำทางออนไลน์เกี่ยวกับโปรดักท์ 
  • 15% ส่งฟีดแบคให้บริษัท 
  • 14% สร้างคอนเทนต์ที่เกี่ยวกับแบรนด์ 

 

อย่างไรก็ตาม จากรายงานชิ้นนี้ระบุว่า การกระตุ้นเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมที่ดีที่สุด คือ ความตั้งใจที่จะช่วยเหลือผู้อื่น กลุ่มคนที่มีอายุมากกว่า 25 มีความปรารถนาอย่างมากๆ ที่จะมีส่วนร่วม ขณะที่ Gen Z บอกว่า การมีส่วนร่วมน่าจะเป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ

ตัวอย่างจากกรณีนี้คือ DeWalt ผู้ผลิตเครื่องมือระดับโลกได้ก่อตั้งชุมชนที่ประกอบด้วยผู้ค้า 8,000 รายและคนที่ชอบงาน DIYและให้เครื่องมือกับสมาชิกเหล่านี้ เพื่อทดสอบและดูฟีดแบคจากจุดประสงค์ของลูกค้า ซึ่งจากงานนี้ ชุมชนนี้ทำให้แบรนด์ประหยัดค่าทำ R&Dและต้นทุนการพัฒนาได้ถึง 6 ล้านเหรียญสหรัฐ

 

5. พันธมิตรจากต่างอุตสาหกรรมก็อยู่ที่นี่ (ด้วยกัน) 

โควิด-19 ที่เข้ามาเป็น Game Changer ทำให้หลายๆ บริษัทมีโอกาสได้สร้างสรรค์และทดลองอะไรใหม่ๆ ต้องมีการใช้จินตนาการเพื่อวางกลยุทธ์กันใหม่หมด สูตรการตลาดแบบเนือยๆ ที่แค่ทำอะไรอย่างเดิมแต่แค่ให้ดีกว่าใช้ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว ในยุค New Normal นักการตลาดจะต้องสร้างสรรค์ความร่วมมือแบบใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการใหม่ๆ ที่กำลังเปลี่ยนแปลง ยกตัวอย่างเช่น Lloyds Bank ที่ร่วมมือกับ Mental Health UK เพื่อช่วยสุขภาพจิตของลูกค้าที่ได้รับผลกระทบทางการเงินในช่วงวิกฤติโควิด-19 ทำให้ Lloyds Bank สามารถให้โซลูชั่นทางด้านการเงินและให้คำแนะนำทางด้านสุขภาพจิตกับลูกค้าไปด้วยในเวลาเดียวกัน

 

           

 

ในประเด็นนี้ ผู้บริหารก็แฮปปี้กับาร[f1] ที่มีพันธมิตรใหม่มาช่วยให้ธุรกิจเดินหน้าได้ ในจำนวนนี้ 78% วางแผนที่จะคงสัดส่วนของโมเดลธุรกิจใหม่ๆ เอาไว้แม้หลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 จะลดลงไปแล้วก็ตาม ซึ่งตรงนี้ก็น่าจะ Win-Win ทั้งสองฝ่าย เพราะลูกค้าเองก็จะจดจำว่า บริษัทนั้นๆ มุ่งที่จะตอบโจทย์ความต้องการอย่างรวดเร็ว โดย 82% บอกว่าพวกเขาให้ความสนใจที่จะทำธุรกิจหรือซื้อสินค้าของแบรนด์เหล่านี้มากกว่าเดิม

 

6. AI และ Gig Economy ช่วยให้คนทำงานประสบความสำเร็จได้

อย่างที่บอกว่า โควิด-19 เป็นตัวแปรสำคัญที่ Disrupt หลายมิติ ทำให้เกิดเทรนด์ใหม่ๆ ด้านการตลาดและทำให้เราได้เห็นคนที่มีความสามารถพิเศษ (Talent Acquisition) เกิดขึ้นมาอย่างมากมาย จากงานสำรวจของ Deloitte ระบุถึงแผนกงานที่มีความสำคัญมากที่สุดนับจากนี้ไปอีก 12 เดือนในสายตาของกลุ่มผู้บริหารระดับสูงมองว่า เป็นส่วนงานของเทคโนโลยีและดิจิทัล 68% และเห็นว่า ส่วนงานการตลาดและการขายสำคัญที่สุด 61% นอกจากนี้ รายงานยังระบุว่า CMO ในปัจจุบันมีอิทธิพลกับผู้บริหารระดับ C-Level ด้วย แล้วเมื่อเจาะลงไปถึงเรื่องเทคโนโลยีก็พบว่า 77% ของ CMO  หันมาใช้ AI เพื่อทำงานอัตโนมัติระหว่างช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดย 29% เลือกที่จะใช้บริการกับหน่วยงานภายนอกมากขึ้นและฟรีแลนซ์ หรือคนงานนอกระบบที่เรียกว่า Gig Economy Worker

                 

ขณะที่ AI อยู่ในช่วงขาขึ้นที่มีการใช้งานกันอย่างกว้างขวาง แต่การใช้เทคโนโลยีนี้ในปัจจุบันก็ต้องไม่ยุ่งยาก ซับซ้อน อย่างบริษัทอาหารและเครื่องดื่มแห่งหนึ่งที่ใช้ AI เพื่อจับคู่ภาพกับข้อความที่มีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มประชากรเป้าหมาย โดยปล่อยให้ AI ทำงานซ้ำและเป็นงานง่ายๆ เพื่อให้นักการตลาดโฟกัสกับการทำงานที่มีความสำคัญมากกว่านั้นอย่างเช่น การทำงานวิเคราะห์ หรือการวางกลยุทธ์ ทั้งนี้  Deloitte ระบุว่า บริษัทควรที่จะใช้คนที่ทำงานใน Gig Economy เพื่อที่จะเพิ่มพูนทักษะให้หลากหลายมากขึ้นทั้งในแง่ของครีเอทีฟและโปรดักชั่น รวมทั้งงานก๊อปปี้ไรท์เตอร์ต่างๆ ซึ่งคนพวกนี้เชี่ยวอยู่แล้ว แถมคนใน Gig Economy ยังจะทำให้บริษัทบริหารจัดการบนความไม่แน่นอนได้ดีกว่า โดยไม่ต้องกังวลกับข้อตกลงหรือเงื่อนไขทางการเงินที่บริษัทจะต้องจ่ายในระยะยาวให้ปวดหัวอีกด้วย

แล้วการเสาะหาคนใน Gig Economy ปัจจุบันก็มีแพลตฟอร์มมาร์เก็ตเพลสให้เลือกช้อปปิ้งอีกมากมายที่จะช่วยให้บริษัทสรรหาทักษะที่ตนเองต้องการได้ ที่สำคัญ แพลตฟอร์มเหล่านี้ไม่ใช่แต่เพียงจะช่วยให้นักการตลาดมองหาเครือข่ายซัพคอนแทรคที่ตนเองต้องการได้เท่านั้น ทว่า ยังจะช่วยให้แพลตฟอร์มมองหาไอเดียใหม่ๆ ได้ผ่านการทำ Crowdsourcing อีกด้วย

ContentGrow คือ ตัวอย่างที่ดีของเรื่องนี้ที่เป็นแอปพลิเคชั่นทางด้านการทำงานและมาร์เก็ตเพลสสำหรับทีมคอนเทนต์ที่มีพันธมิตรเป็นนักเขียน นักข่าวที่เป็นฟรีแลนซ์ แพลตฟอร์มนี้ช่วยผ่อน (งาน) หนักให้เป็นเบาได้หากว่าได้มอบหมายงานที่เหมาะสมกับความสามารถของคนเหล่านี้ทำ และยังได้ไอเดียใหม่ๆ จากการนำเสนอไอเดียของครีเอทีฟ ที่สำคัญ วิธีการเหล่านี้ยังจะช่วยให้นักการตลาดตัดสินใจที่จะลดหรือเพิ่มสเกลของงานได้อีกด้วย

รูปแบบการทำงานกับคนใน Gig Economy ไม่เพียงจะเป็นประโยชน์กับนักการตลาดเท่านั้น แต่รายงานยังระบุว่า บรรดาพนักงานที่เข้าไปอยู่ใน Gig Economy เป็นครั้งแรกก็จะรู้สึกพึงพอใจอย่างที่สุดที่ได้เข้าไปทำงานในสภาพแวดล้อมใหม่ๆ

 

[อ่าน 3,557]
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
Absolute Group อัด 140 ล้าน เปิดเกม Wellness ใหม่ รับศึกฟิตเนสเดือด ปั้นรายได้ทะลุ 1,000 ล้าน
เจาะฟีเจอร์ viaim OpenNote หูฟัง AI บันทึก–ถอดเสียง–สรุปประชุมในอุปกรณ์เดียว
“ปานเทพย์” รับตำแหน่งใหม่ คุมลูกค้า–การตลาด พรูเด็นเชียล ประเทศไทย เร่งสร้างการเติบโตจากข้อมูล และความเข้าใจลูกค้าเชิงลึก
เมื่อ CHAGEE เปลี่ยน “ชา” ให้เป็นภาษาของมิตรภาพ ผ่าน 6 เพื่อนซี้ Bes-Tea Brew Crew
NORSE Republics เดิมพัน Louis Poulsen ดันตลาดแสงเพื่อคุณภาพชีวิต ตั้งเป้าโต 15%
Bar B Q Plaza ปั้น “บาร์บีกอน” สู่ Experience IP เปิด Planet Garden เชื่อมอาหาร–ธรรมชาติ–ครอบครัวยุคใหม่
MAGAZINE UPDATE
Owner
DOUBLE D CREATION Co.,Ltd.
เอเวอร์กรีนวิว ทาวเวอร์ ชั้น 4
เลขที่ 22/43 ซอยบางนา-ตราด 56 ถนนบางนา-ตราด
แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพมหานคร 10260
Tel : 0-2751-4995-6
Mobile : 062-194-4561
Advertising
ติดต่อโฆษณา และ การตลาด
คุณศุภากร ยาตพงศ์ (บู)
Mobile : 08-1355-3636
Tel : 0-2751-4995-6
E-mail : market-plus@hotmail.com
info@marketplus.in.th
PR News
ส่งข่าวประชาสัมพันธ์
E-mail : info@marketplus.in.th,
market-plus@hotmail.com,
marketplus@hotmail.co.th
Copyright © 2016 DOUBLE D CREATION Co.,Ltd. All rights Reserved